AIS เผย 4 จุดเปลี่ยน SMEs ปี 2026 เมื่อความเก่งเฉพาะตัวไม่พออีกต่อไป
ปี 2026 เกมใหม่ SMEs ไทย เมื่อความได้เปรียบของธุรกิจ ไม่ได้อยู่ที่ “ใครเก่งกว่า” อีกต่อไป แต่อยู่ที่ “ใครเชื่อมได้ถูกจังหวะกว่า”
หากถามว่า “SMEs ไทยควรปรับตัวอย่างไรในปี 2026” คำตอบที่หาอ่านทั่วไปมักจะวนอยู่กับคำเดิมๆ ว่า AI, Digital, ESG, Omnichannel แต่ความจริงที่โหดกว่า และสำคัญกว่า คือ ในปี 2026 ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า ใครใช้เครื่องมือมากกว่า หากตัดสินกันที่ว่า ใครออกแบบและเชื่อมวิธีคิด ระบบการทำงาน และกระบวนการตัดสินใจ ที่ถูกช่วงจังหวะได้ดีและลึกกว่ากัน
4 จุดเปลี่ยน กำหนดการเติบโต เมื่อสูตรเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการโครงการ AIS Infinite SMEs เผยว่า เทรนด์ปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่ SMEs แข่งขันกันว่าใครทำได้มากกว่า แต่คือปีที่ตัดสินกันว่าใคร เลือกได้ถูกต้องกว่า สูตรเดิมที่เคยพา SMEs ให้โตในอดีต เช่น ขยายยอดขาย เพิ่มคน วิ่งให้เร็ว กำลังให้ผลลัพธ์ลดลง และธุรกิจที่ไปต่อได้ คือธุรกิจที่กล้าปรับวิธีคิดและสร้างวิธีการก่อนที่ตลาดจะบังคับให้คุณเปลี่ยน
1. จากคิดเก่ง สู่ คิดเป็นระบบ
โจทย์สำคัญของ SMEs ในปี 2026 ไม่ใช่แค่เพิ่มความเก่งเฉพาะตัวของผู้บริหาร แต่คือการ ยกระดับวิธีคิดและวิธีบริหารให้เป็นระบบ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูล (evidence-based decisions) มากกว่าใช้ประสบการณ์หรือสัญชาตญาณส่วนบุคคลเป็นหลัก แต่ความท้าทายของ SMEs จำนวนมากในวันนี้ คือการขาดจังหวะการตัดสินใจและกรอบการบริหารที่เหมาะสม
ในปี 2026 คำถามจึงไม่ใช่ว่า “SMEs มี data dashboard หรือไม่” แต่คือ SMEs แปลผลข้อมูลนั้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจอย่างไร เช่น ทำกรอบช่วงเวลาการดูข้อมูลเพื่อการตัดสินอย่างไร (decision cadence) SMEs รู้หรือไม่ว่าตัวชี้วัดที่สะท้อนสุขภาพธุรกิจของตนเองคืออะไร แล้วมีการเก็บข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ หรือมีการสร้าง สัญญาณเตือนล่วงหน้า (leading indicators) สำหรับยอดขาย กระแสเงินสด หรือการสูญเสียลูกค้าแล้วหรือยัง
การตัดสินใจแบบมีระบบ คือกลไกสำคัญที่ช่วยบริหารกระแสเงินสด ในภาวะที่สินเชื่อ SMEs ตึงตัวแบบนี้ และความเสี่ยงด้านหนี้เสีย (NPL risk) ถูกจับตามองอย่างจริงจัง ความสามารถในการคุมกระแสเงินสดอย่างเป็นระบบ คือเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจที่ “ไปต่อได้” กับธุรกิจที่ต้องหยุด
2. จาก “เครื่องมือ” สู่ “ระบบการทำงาน”
งานวิจัยของ McKinsey ชี้ว่า องค์กรที่สร้างมูลค่าจาก AI ได้จริง ไม่ได้เริ่มจากการใช้เครื่องมือเป็นจุดๆ แต่เริ่มจากการออกแบบระบบการทำงานให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ คน กระบวนการ ข้อมูล และการขยายผลอย่างเป็นระบบ
นี่คือเหตุผลที่ SMEs จำนวนมากใช้ AI แล้วไม่รู้สึกว่าธุรกิจดีขึ้น เพราะยังใช้ AI แบบแยกส่วน เช่น ทำคอนเทนต์ ทำสไลด์ หรือสรุปเอกสาร โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับแกนหลักของธุรกิจเลย ดังนั้น หากกระบวนการยังไม่ชัด และข้อมูลยังไม่พร้อม ต่อให้ SMEs ลงทุนใน AI มากเพียงใด ก็ได้เพียงความหวัง ไม่ใช่ “ผลลัพธ์”
3. จาก “ยอดขายรวม” สู่ “คุณภาพรายได้”
ในภาวะที่เศรษฐกิจโตแบบมีแรงต้านและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ ตลาดไม่ได้ใหญ่พอให้ทุกธุรกิจโตด้วยสูตรเดิมอีกต่อไป SMEs ที่ยังวัดความสำเร็จด้วย “ยอดขายรวม” เพียงอย่างเดียว กำลังเดินสู่จุดตายโดยไม่รู้ตัว เพราะสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดและการเติบโตในปี 2026 คือ คุณภาพของรายได้ ไม่ใช่ปริมาณของยอดขาย
SMEs ต้องบริหารกำไรต่อกลุ่มลูกค้า (contribution margin by segment) วางแผนวงจรเงินสด (cash conversion cycle) วิเคราะห์ความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ (customer concentration risk) และออกแบบต้นทุนการรักษาลูกค้า (churn / retention economics) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าแค่ยอดขายรวม
4. จาก “เล็กกว่า” สู่ “ข้อได้เปรียบ”
ถึงเวลาเลิกมองว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางนั้นเสียเปรียบองค์กรขนาดใหญ่ เพราะในความเป็นจริง SMEs มีข้อได้เปรียบที่องค์กรใหญ่สร้างได้ยาก นั่นคือความเร็วในการตัดสินใจ ความใกล้ชิดกับลูกค้า ความเข้าใจบริบทของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเจ้าของธุรกิจกับลูกค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ระบบขนาดใหญ่ไม่สามารถทำได้ง่ายนัก (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้)
อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบเหล่านี้จะไม่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต หากไม่ได้ถูกแปลงเป็น ระบบการทำงานที่ชัดเจน เพราะในปี 2026 ความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเป็นความเร็วที่ขับเคลื่อนด้วยระบบและดิจิทัล ไม่ใช่เพื่อทดแทนจุดแข็งเดิม แต่เพื่อทำให้ความเข้าใจลูกค้าถูกถอดออกมาเป็นข้อมูล จัดการอย่างเป็นระบบ จึงจะกลายเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืนกับธุรกิจ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่มักถูกมองข้ามในการพัฒนาธุรกิจ SMEs คือ ความเข้าใจในบริบทของชีวิตและช่วงวัยของผู้ประกอบการที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาระบบการทำงานเพื่อพาธุรกิจเติบโตมีความต่างกันไปด้วย
• เถ้าแก่ GenX ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจมานาน มีสินทรัพย์สำคัญคือความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์ และฐานลูกค้าที่แข็งแรง ความท้าทายของกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การเริ่มใหม่ แต่คือการทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดได้ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ผ่านการยกระดับระบบหลังบ้าน เตรียมพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่โดยไม่ทำลายจุดแข็งเดิม
• เถ้าแก่ GenY ผู้ประกอบการที่เติบโตมากับยุคดิจิทัล ทำอะไรด้วยตนเอง มักมีความเร็วและความยืดหยุ่นเป็นจุดแข็ง การบริหารในระดับเชิงกลยุทธ์ สร้างทีม ระบบ ที่ไม่ขึ้นกับตัวบุคคลเพียงคนเดียวจึงเป็นความท้าทายและโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้
• เถ้าแก่ GenZ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มักเข้าใจและคุ้นชินกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี แต่ความท้าทายสำคัญคือการแปลงแนวคิดให้กลายเป็น โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง ขยายขนาดได้ และอยู่รอดได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการเติบโตแบบฉาบฉวย
ดังนั้น หัวใจสำคัญของการผลักดันให้ธุรกิจเติบโต จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำโซลูชันไปใช้กับธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือความเข้าใจในตัวธุรกิจ ความต้องการของลูกค้า และสไตล์การทำงานของตัวผู้ประกอบการเองอย่างแท้จริง เพื่อการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมศักยภาพการทำงานได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
ปี 2026 ตลาดจะไม่รอ SMEs ที่พร้อมที่สุด แต่จะให้รางวัลกับ SMEs ที่ คิดเป็นระบบ และเชื่อมโยงได้ถูกจังหวะ เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ธุรกิจที่ชนะไม่ใช่ธุรกิจที่ทำทุกอย่างได้ดี หากคือธุรกิจที่รู้ว่าจะเชื่อมเทคโนโลยี เพื่อจัดการระบบภายในอย่างไร รู้จักเชื่อมพันธมิตร เพื่อเร่งการเติบโตเมื่อถึงเวลา และเชื่อมตลาด เพื่อแปลงศักยภาพให้เป็นผลลัพธ์จริง โดย AIS Infinite SMEs พร้อมเดินหน้าสนับสนุน SMEs ไทยให้เปลี่ยนการ “เชื่อม” ทั้งสามมิตินี้ ให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
เริ่มต้นออกแบบการเติบโตของธุรกิจคุณไปพร้อมกับ AIS Infinite SMEs ได้ที่ https://www.ais.th/about-us/infinite-smes


