posttoday

ศึกนโยบาย SME 4 พรรค งัดมาตรการปกป้องสินค้าไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

30 มกราคม 2569

4 พรรคการเมือง “ไทยก้าวใหม่-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-ประชาชน” เปิดแนวคิดและมาตรการอุ้ม SME ปกป้องสินค้า Made in Thailand พยุงธุรกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤต

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026 The Next Level จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ณ AIS สยามสแควร์ ซอย 7 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายจากพรรคการเมืองหลัก ต่อโจทย์การยกระดับเศรษฐกิจไทยและการพยุงผู้ประกอบการ SME ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยก้าวใหม่

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือเวที SME POWER UP : อัปเกรดอุตสาหกรรมไทย ซึ่งตั้งคำถามโดย นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสายงานสื่อสารองค์กร เป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรม สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ SME ไทยกำลังเผชิญ

 

ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียนในรอบ 10 ปี ขณะที่ SME จำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะไม่สู้ดี โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องและเสี่ยงล้มก่อนจะสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ พร้อมตั้งคำถามตรงไปยังทุกพรรคการเมืองว่า จะเลือก “ปกป้องสินค้าไทย” หรือเดินหน้าการค้าเสรีที่ผู้บริโภคมักเลือกสินค้าต่างประเทศราคาถูก รวมถึงมาตรการเร่งด่วนในช่วง 100 วันแรก

 

 

ภาณุรัช ดำรงไทย

พรรคไทยก้าวใหม่: ต้องยืนข้างคนไทย

ภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ระบุว่า โลกเศรษฐกิจปัจจุบันเต็มไปด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า การพูดถึงโลกาภิวัตน์หรือการค้าเสรีแบบเดิมไม่สอดคล้องกับความจริง พร้อมย้ำจุดยืนว่า พรรคเลือกยืนข้างคนไทย และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก

 

ยกตัวอย่างนโยบายจากหลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา ที่ต่างใช้มาตรการปกป้องการค้าภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดหรือเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ เพื่อรักษาฐานธุรกิจท้องถิ่น 

 

สำหรับมาตรการเร่งด่วนในช่วง 100 วันแรก พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งแก้ปัญหาสภาพคล่องของ SME ซึ่งจำนวนมากเผชิญภาวะ “ขายได้แต่ยังไม่ได้เงิน” จากการรอชำระเงินของรัฐหรือคู่ค้าเป็นเวลานาน เสนอให้ใช้ระบบ เงินยืมจากใบแจ้งหนี้ (Invoice Financing) เพื่อให้ SME สามารถนำใบแจ้งหนี้ที่รอรับชำระมาเป็นหลักฐานขอเงินทุนหมุนเวียนล่วงหน้า ช่วยประคองธุรกิจให้เดินต่อได้โดยไม่สะดุด

 

ในระยะยาว มองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ออกจากอุตสาหกรรมเดิมที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและการผูกขาด ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโต เช่น อุตสาหกรรม Data Center และพลังงานสะอาด โดยเสนอการพัฒนา พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพ

 

ขณะเดียวกัน พรรคยังเน้นการผลักดันให้ SME ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain อุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการทำ Re-skill มากกว่าการ Up-skill เพียงอย่างเดียว เพื่อย้ายผู้ประกอบการออกจากอุตสาหกรรมที่กำลังถดถอยไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

ภาณุรัชชี้ว่า การใช้เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Big Data ที่ไกลตัว แต่ควรเริ่มจาก Small Data Analytics เช่น การใช้ Excel, Pivot Table หรือ Dashboard พื้นฐาน เพื่อให้ SME เข้าใจข้อมูลธุรกิจของตนเองและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงในอนาต

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

พรรคเพื่อไทย ชูอธิปไตยทางการค้า

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ย้ำจุดยืนสนับสนุนสินค้า Made in Thailand ในฐานะกลไกรักษา “อธิปไตยทางการค้า” ของคนไทย พร้อมเสนอให้รัฐปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแล มาเป็นพาร์ทเนอร์ของภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นพ.พรหมินทร์อธิบายว่า รัฐในฐานะผู้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% เปรียบเสมือนผู้ถือหุ้นของภาคเอกชน ดังนั้นรัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการเป็นอุปสรรค มาเป็นผู้สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต แข็งแรง และสร้าง GDP ให้ประเทศ

 

สำหรับมาตรการระยะสั้นที่สามารถทำได้ทันที พรรคเพื่อไทยเสนอเพิ่มแต้มต่อสินค้าไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จากเดิม 15% เป็น 30% เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สามารถแข่งขันและชนะการประมูลได้มากขึ้น

 

ด้านการแก้ปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของ SME พรรคเพื่อไทยเสนอใช้ระบบ Factoring ภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า โดยกำหนดให้รัฐจ่ายเงินล่วงหน้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดหมุนเวียน ไม่ต้องรอเงินนานจนธุรกิจสะดุด

 

ในมิติการค้าและการแข่งขันที่เป็นธรรม พรรคเพื่อไทยเสนอให้แพลตฟอร์มและบริษัทต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในไทย ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีในประเทศอย่างชัดเจน รวมถึงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการค้าออนไลน์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมกับผู้ประกอบการไทย

 

ขณะเดียวกันผลักดันการสนับสนุน SME ผ่านเครื่องมือดิจิทัล โดยให้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมทุนพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับจำหน่ายสินค้า SME ด้วยเงื่อนไข ไม่เก็บค่า GP เป็นเวลา 2 ปี เพื่อลดต้นทุน พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการใช้ระบบ ERP ฟรี เพื่อช่วยบริหารจัดการสต็อก บัญชี และภาษีอย่างเป็นระบบ

 

นพ.พรหมินทร์ยังชี้ว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยต้องอาศัยการสร้าง Supply Chain ที่แข็งแรง โดยใช้โมเดล “บริษัทใหญ่ดึงบริษัทเล็ก” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ทำหน้าที่เป็นหัวหอก ดึง SME ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตและการตลาดในระดับประเทศและระดับโลก

ดร.การดี เลียวไพโรจน์

พรรคประชาธิปัตย์: ดึงรัฐเป็นลูกค้า เปิด Mini-FTA 

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 เห็นด้วยกับ “Made in Thailand First” เพราะSME คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย และภาครัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือการผลักดันให้รัฐทำหน้าที่เป็นลูกค้ารายแรก ของ SME และ Startup ผ่านสัญญาระยะยาว 2–3 ปี เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) เพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการมีผลงานอ้างอิงสำหรับการระดมทุนในอนาคต แทนการพึ่งพาเงินสนับสนุนระยะสั้นที่เป็นเพียงการประคองธุรกิจ

 

ด้านนโยบายการค้า พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่ปิดกั้นการค้าเสรี แต่เสนอแนวทางเชิงรุกผ่าน Mini-FTA ในระดับจังหวัดต่อจังหวัด หรือจังหวัดต่อมณฑล เพื่อลดข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอนของ FTA ระดับประเทศ และทำให้ข้อตกลงการค้ามีความสอดคล้องกับความต้องการจริงของพื้นที่ ช่วยกระจายโอกาสไปสู่วิสาหกิจชุมชน ไม่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่

 

ขณะเดียวกัน พรรคยังเน้นการยกระดับขีดความสามารถของ SME ด้วยการมอบ “ดาบที่คม” ผ่านเทคโนโลยี โดยสนับสนุน Digital Transformation ด้วยการเข้าถึง Cloud Services ในต้นทุนที่เหมาะสม และใช้กลไก BOI ดึงการลงทุนจากต่างชาติควบคู่กับ Technology Transfer อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาแข่งขันได้ในระยะยาว

ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

พรรคประชาชน แก้โครงสร้าง-กติกาไม่เป็นธรรม 

ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า พรรคยืนยันจุดยืนสนับสนุน Made in Thailand และ Pro-Thai ในทุกข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยต้องอยู่บนฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และประเทศไทยต้องได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเปิดตลาดโดยไร้กลไกปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ

 

หนึ่งในนโยบายหลัก คือการจัดการปัญหา สินค้าเถื่อนและสินค้าทุ่มตลาด (Anti-dumping) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หากมีการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เชื่อมต่อมาตรฐาน มอก. หรือไม่ผ่านการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดและมีบทลงโทษตามกฎหมาย

 

พรรคประชาชนยังเสนอแก้ปัญหา นอมินีและทุนผูกขาด ผ่านการผลักดันกฎหมายการแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 12–18 เดือน เพื่อให้คณะกรรมการและกฎหมายลูกสามารถบังคับใช้ได้จริง ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นในการลงโทษนอมินี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ

 

ด้านการแก้ปัญหาสภาพคล่อง พรรคเสนอให้กำหนด Credit Term ชัดเจนที่ 30–45 วัน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อลดภาระการรอเงินของ SME จากเดิมที่อาจยาวนานถึง 3–6 เดือน พร้อมผลักดันการใช้ E-invoice เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปทำ Factoring ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยภาครัฐต้องเป็นตัวอย่างในการจ่ายเงินตรงเวลา

 

สำหรับมาตรการเร่งด่วนในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนเสนอแจก คูปองคืนเงิน 50,000 บาท ให้ SME เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านค่าเช่า ค่าทำบัญชี ค่ามาตรฐาน หรือค่าใช้จ่ายในการส่งออก ควบคู่กับโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand” เพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าไทยในประเทศ

 

ในระยะยาว พรรคประชาชนผลักดันแนวคิด “Made with Thailand” เพื่อขยายบทบาท SME ไทยจากการผลิตสินค้าทั้งชิ้น ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (ผ่านนโยบาย Offset) Circular Economy ระบบขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างเซมิคอนดักเตอร์

 

 

ข่าวล่าสุด

กบน. ตรึงดีเซลต่อ ลดเงินกองทุนน้ำมัน 3 ครั้งในเดือนเดียว