รู้จัก 4 ขุนพลเนื้อไทย ซอฟต์พาวเวอร์ที่จะพาแบรนด์ก้าวสู่เวทีโลก
รู้จัก 4 ขุนพลเนื้อไทย “โคดำลำตะคอง - สุรินทร์วากิว สลักได – โคขุนหนองสูง – โคขุนกำแพงแสน” ต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์แห่งอาหารไทย ที่กำลังพาโลคอลแบรนด์ก้าวสู่เวทีโลก
ถ้าพูดถึง “เนื้อโคพรีเมียม” ภาพจำของกลุ่มคนรักเนื้อจำนวนมากคงนึกถึงเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวากิวจากญี่ปุ่น แองกัสจากออสเตรเลีย หรือไพรม์คัตจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มได้ในระดับโลก
ขณะที่ในประเทศไทยใครจะคาดคิดว่าวันนี้ “เนื้อโคไทย” ก็กำลังก้าวขึ้นสู่แบรนด์พรีเมียมด้วยเช่นเดียวกัน
ปัจจุบันมีเนื้อจากหลายท้องถิ่นกำลังพาสชั้นจากการเป็นเพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร สู่การเป็นเนื้อพรีเมียมที่สามารถเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารเดียวกับเนื้อระดับโลก
ตลาดเนื้อพรีเมียมในประเทศไทยกำลังเติบโตและน่าจับตามอง แม้คนไทยอาจจะยังบริโภคเนื้อวัวไม่ได้สูงเท่าชาติตะวันตก แต่พฤติกรรมการกินนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากการกินเพื่อความอร่อยและอิ่มท้อง เข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์ ความเฉพาะตัวของแบรนด์ ซึ่งกลุ่มคนรักเนื้อในปัจจุบันจึงไม่ได้มองหาแค่เนื้อแดงที่รสชาติอร่อย แต่ยังมองหาไขมันแทรกลายสวย (Marbling Score) รสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น และที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือการมองหาเรื่องราว และแหล่งกำเนิดที่ปลอดภัย
และนี่คือจุดที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้เข้ามาเปลี่ยนระบบคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากโมเดลเดิมที่เน้นปริมาณเป็นหลัก (Volume-Based) ไปสู่โมเดลที่เน้นมูลค่าและคุณค่าที่สร้างได้ (Value-Based) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่อุตสาหกรรมไวน์ กาแฟ ชา และช็อกโกแลตระดับโลกทำมาก่อนแล้ว
โดยทิศทางการพัฒนาโคเนื้อไทยสู่ระดับพรีเมียมอยู่ที่การใช้นวัตกรรมเชิงลึกหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิอากาศไทย การใช้ข้อมูลและ IoT ในการจัดการฟาร์ม การควบคุมคุณภาพเนื้อด้วยกระบวนการบ่มเชิงวิทยาศาสตร์ การลดคาร์บอนและของเสียในกระบวนการผลิต
รวมถึงการพัฒนาเนื้อโคที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เนื้อไทยมีความพิเศษที่แตกต่างจากเนื้อนำเข้า
ทั้งในแง่ของรสชาติที่ตรงกับความชอบของคนไทยที่ "ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน" ความสดใหม่จากการผลิตในประเทศและความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
4 ขุนพลเนื้อไทย กับรสชาติแห่งถิ่นกำเนิด
ในโลกของไวน์ หรือ กาแฟ จะมีคำว่า Terroir (แตร์รัวร์) เพื่ออธิบายรสชาติที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของแหล่งที่มา ทั้งดิน น้ำ ลม และอากาศของแหล่งปลูก ในโลกของเนื้อวัวก็เช่นกัน โดยวัวที่เติบโตต่างที่ กินอาหารต่างกัน ย่อมให้รสชาติที่ต่างกัน และนี่คือ 4 แบรนด์เนื้อไทย พรีเมียมที่ NIA ภูมิใจนำเสนอ ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การใช้นวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนวิถีการทำปศุสัตว์แบบแม่นยำ เพื่อสร้างสรรค์รสชาติระดับโลก และเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า เนื้อไทยมีดีพอที่จะก้าวไปยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ และอยากให้ทุกคนได้เปิดประสบการณ์ทางรสชาติครั้งใหม่ด้วยตนเอง
1.โคดำลำตะคอง
เริ่มกันที่ "โคดำลำตะคอง" จากจังหวัดนครราชสีมา ดินแดนที่เปรียบเสมือนประตูสู่อีสาน ณ ความสูง 300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของอำเภอสีคิ้ว คือที่ตั้งของแหล่งผลิตเนื้อคุณภาพที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว
ความพิเศษของที่นี่คือการใช้นวัตกรรม การปรับปรุงพันธุ์ขั้นสูงแบบ "Triple Cross Breed" หรือการผสมข้าม 3 สายพันธุ์ เพื่อดึงจุดเด่นที่ดีที่สุดมารวมกัน ได้แก่ สายพันธุ์วากิว ที่ให้ลายไขมันแทรกสวยงาม สายพันธุ์แองกัส ที่ให้โครงสร้างเนื้อที่สมบูรณ์และรสเนื้อเข้มข้น และสายพันธุ์โคพื้นเมือง ที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทย ผสานกับการจัดการอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตรในพื้นที่มาคำนวณโภชนาการอย่างแม่นยำ
เมื่อมองด้วยตาเปล่า เนื้อชนิดนี้จะมีสีแดงสดตัดกับไขมันแทรกที่กระจายตัวเป็นเส้นฝอย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่หนาทึบจนขาวโพลน แต่เป็นลายหินอ่อนที่ดูสวยงาม รสสัมผัสที่ได้คือความสมดุลที่สามารถตอบโจทย์ของคนรักเนื้อได้อย่างตรงจุด คือ "นุ่มแต่ไม่เลี่ยน" วินาทีแรกที่เคี้ยว จะได้สัมผัสความนุ่มหยุ่นสู้ฟันจากพันธุกรรมแองกัส ตามมาด้วยความฉ่ำของไขมันวากิวที่ละลายออกมาเคลือบลิ้น เป็นรสชาติที่กลมกล่อม เคี้ยวเพลินได้เรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังมีการใช้นวัตกรรม Food Waste Management แปรรูปเนื้อส่วนเกินเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เป็นแกงพะแนงเนื้อพร้อมทานที่รสชาติดีจนสามารถส่งออกไปสร้างชื่อเสียงไกลถึงต่างแดนได้
2.สุรินทร์วากิว สลักได
ถัดมาคือ "สุรินทร์วากิว สลักได" อัญมณีแห่งอีสานใต้ สินค้า GI (Geographical Indication) ของจังหวัดสุรินทร์ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของเกษตรกรในตำบลสลักไดที่รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน และช่วยเปลี่ยนวิกฤตราคาเนื้อโคตกต่ำให้กลายเป็นโอกาสทอง ซึ่งสุรินทร์วากิวโดดเด่นด้วยการพัฒนาสายพันธุ์วากิวลูกผสมที่มีสัดส่วนพันธุกรรมวากิวสูงกว่าร้อยละ 50 แต่หัวใจของความอร่อย อยู่ที่ "นวัตกรรมอาหารสัตว์ (Feed Innovation)"
โดยมีการนำของดีประจำจังหวัดอย่างฟางข้าวหอมมะลิสุรินทร์ รำข้าว ปลายข้าว และธัญพืชคุณภาพสูง มาพัฒนาเป็นอาหารข้นสูตรพิเศษ ผสานกับการใช้จุลินทรีย์เพื่อช่วยระบบการย่อยของวัว ส่งผลให้เนื้อมีลายหินอ่อนที่มีสีชมพูระเรื่อ และไขมันแทรกละเอียดเป็นเกล็ดหิมะ กระจายตัวหนาแน่นทั่วทั้งชิ้น
อีกทั้งยังมีจุดเด่นที่สุดที่ทำให้ใครหลายคนหลงรักคือกลิ่น ไขมันที่มีความหอมหวานเฉพาะตัว คล้ายกลิ่นข้าวคั่วอ่อน ๆ หรือถั่ว เมื่อนำเข้าปาก เนื้อแทบจะละลายทันทีโดยไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ทั้งยังทิ้งความหอมมันอบอวลอยู่ในกระพุ้งแก้ม เป็นรสชาติที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งกุลาร้องไห้ได้อย่างชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำ Yakiniku, Shabu-Shabu หรือเมนูที่ต้องการสัมผัสความนุ่มนวลเป็นพิเศษ
3.โคขุนหนองสูง
เดินทางต่อไปยังริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่จังหวัดมุกดาหาร ถิ่นกำเนิดของ "โคขุนหนองสูง" แบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง และนวัตกรรมการผลิตมาตรฐานสากล ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และตลาดส่งออกที่ต้องการความชัดเจนในรสชาติ เน้นการพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะลูกผสมชาร์โรเล่ส์ ลูกผสมแองกัส และลูกผสมวากิว ทำให้เกิดเนื้อที่มีความโดดเด่น เป็นเนื้อแดงคุณภาพสูง มีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อที่เส้นเล็กละเอียดกว่า
แต่สิ่งที่ทำให้หนองสูงก้าวไปอีกขั้นคือ ผลิตภัณฑ์โคขุนหนองสูง ซึ่งนอกจากเนื้อโคแช่แข็งแล้ว ยังมีเนื้อเสียบไม้, เนื้อแดดเดียว, ไส้กรอกอีสาน, ไส้กรอกรมควัน, เนื้อบด, น้ำดีคุณภาพ, น้ำจิ้มสำเร็จรูป และน้ำหมักเนื้อโดยกระบวนการผลิตมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และกระบวนการชำแหละที่ได้รับมาตรฐานฮาลาล เนื้อที่ได้จะมีสีแดงทับทิมเข้มตัดกับไขมันขอบสีขาวสะอาด เป็นความสวยงามแบบคลาสสิกที่เห็นแล้วรู้เลยว่าเนื้อแน่นและสดมาก
ส่วนรสชาตินั้นเอาใจสาย Hardcore Carnivore ที่รักกลิ่นเนื้อแท้ ๆ เพราะมีความเข้มข้น จัดจ้าน ไม่จืดชืด และด้วยโครงสร้างกล้ามเนื้อ ที่แข็งแรง ทำให้เราจะได้สัมผัสเนื้อที่เต็มปากเต็มคำ ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำสเต๊กชิ้นหนา ที่ต้องการรสเนื้ออันทรงพลัง
4.โคขุนกำแพงแสน
ปิดท้ายด้วยตำนานพี่ใหญ่แห่งวงการเนื้อไทยอย่าง "โคขุนกำแพงแสน" ที่เป็นสินค้า GI ของจังหวัดนครปฐม โมเดลความสำเร็จที่วิชาการมาบรรจบกับภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือแบรนด์แรก ๆ ของไทยที่มีการสังเคราะห์ "สายพันธุ์กำแพงแสน (Kamphaeng Saen Breed)" ขึ้นมาเอง โดยมีสัดส่วนเลือดชาร์โรเล่ส์ร้อยละ 50 บราห์มันร้อยละ 25 และพื้นเมืองร้อยละ 25 ซึ่งถูกวิจัยมาแล้วว่าเป็นสูตรพันธุกรรมที่ให้คุณภาพเนื้อดีที่สุดในสภาพอากาศเมืองร้อน
โดยนวัตกรรมสำคัญของโคขุนกำแพงแสนคือ "เทคโนโลยีการบ่มเนื้อ" ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำการวิจัยมายาวนานจนค้นพบระยะเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการดึงรสอูมามิออกมา เอกลักษณ์ของโคขุนกำแพงแสนจึงเป็นชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ ฟอร์มสวย สีแดงเข้มอมน้ำตาลนิด ๆ จากการบ่ม ลายไขมันมีความละเอียดแทรกซึมแบบกำลังดี ส่วนรสสัมผัสนั้นคือนิยามของคำว่า “นุ่มนวล” อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีความพิเศษอยู่ที่กลิ่นหอมบ่มลึก ซึ่งเป็นรสชาติที่กลมกล่อม สม่ำเสมอ จนได้รับความไว้ใจจากร้านอาหารชั้นนำมากมาย
Thailand Beef Fest 2026 “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเนื้อ”
ทั้งนี้ NIA ร่วมพันธมิตร สร้างระบบนิเวศการตลาดของเนื้อไทยในงาน “Thailand Beef Fest” เพื่อสร้างเวทีระดับประเทศให้เนื้อไทยพรีเมียมได้โชว์ตัวจริง เทียบชั้นกับเนื้อระดับโลกจากสหรัฐ ญี่ปุ่น บราซิล และออสเตรเลียที่เข้าร่วมงานด้วย
งานนี้เปลี่ยนจากงานแสดงสินค้าธรรมดาสู่การเป็น “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเนื้อ” ที่เชื่อมผู้เลี้ยง ผู้แปรรูป เชฟ ร้านอาหาร ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และคนรักเนื้อเข้าไว้ในระบบเดียวกัน
โดยมหกรรมเนื้อไทย จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 - 22.00 น. ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" ที่จะพาไปสัมผัสทุกมิติของเนื้อพรีเมียม ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ


