3 พรรคใหญ่ โชว์สูตรฟื้น SME ป้องทุนใหญ่–คุมทุ่มตลาด–ปลดล็อกกฎรัฐ
เวทีดีเบต Nation Election 69 “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เชียงใหม่ เพื่อไทย- ประชาชน-ประชาธิปัตย์ ชูนโยบายป้องธุรกิจเล็กจากทุนใหญ่–สินค้าจีน เปิดข้อมูลรัฐ ลดต้นทุนพลังงาน
ในเวทีดีเบต Nation Election 2569 "จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ณ จังหวัดเชียงใหม่ ประเด็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่พรรคการเมืองใหญ่ได้ปะทะวิสัยทัศน์ตามคำถามจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยภาคเหนือ และหอการค้าไทยภาคเหนือ
ป้อง SME ไทยจากทุนใหญ่และสินค้าต่างชาติ
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามของ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยภาคเหนือ เกี่ยวกับการตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแล SME โดยตรงว่า ยังไม่มีนโยบายตั้งกรมใหม่ แต่จะเน้นการบริหารจัดการหน่วยงานเดิมที่มีอยู่ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อขับเคลื่อน SME ให้มีประสิทธิภาพ
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ควบคู่กับการสร้างแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยพรรคจะเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจากกลุ่ม SME และบริษัทเล็ก เพื่อให้สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ สนับสนุน Soft Loan เพื่อการตั้งตัว และเร่งสร้าง "สนามบินล้านนา" (สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเป็นช่องทางกระจายสินค้า SME ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน
ปลดล็อก SME ด้วยโมเดล "รัฐผู้สนับสนุน"
ด้านกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามจาก หอการค้าภาคเหนือ เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐต้องไม่ขวางทางเอกชน โดยชูนโยบายเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก "ผู้ขวางทาง" เป็น "ผู้เปิดทาง" โดยใช้กฎหมายแม่บทเข้ามาสะสางกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซึ่งจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ 1-2%
กรณ์ จาติกวณิช
ที่สำคัญรัฐต้องแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล และเปิด Open API ให้ SME เข้าถึงข้อมูลเพื่อต่อยอดธุรกิจ รวมถึงเปิดให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุและอาคารของรัฐที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงการลดต้นทุนพลังงาน โดยเสนอให้เปิดเสรีระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดระหว่างกันได้โดยตรงผ่านสายส่งของรัฐ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ SME ได้อย่างยั่งยืน
เร่งจัดการสินค้าต่ำกว่าทุน ผ่านเครื่องมือเข้มข้น
วีรยุทธ กาญจนะชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้สิทธิ์เสริมและตั้งคำถามโต้ตอบในประเด็นการปกป้อง SME จากสินค้าจีนที่ทะลักเข้าไทยว่า รัฐต้องใช้เครื่องมือสากลอย่างจริงจัง เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และ Safeguard เพื่อปกป้อง SME ไทยจากปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนที่พุ่งสูงถึง 2 ล้านล้านบาท โดยที่ผ่านมารัฐบาลยังใช้มาตรการเหล่านี้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
และตั้งคำถามถึงอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกันสินค้าคุณภาพต่ำราคาถูกไม่ให้ทำลายตลาด SME ไทย ซึ่งปัจจุบันไทยเน้นใช้แค่กับสินค้าประเภทเหล็ก แต่สินค้าอื่น ๆ ยังไม่ค่อยได้ใช้ ดังนั้นจึงต้องจัดการกับสินค้าที่ราคาต่ำกว่าทุนและคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ SME ไทยต้องแบกรับภาระการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม


