posttoday

หมดยุคขายข้าวถูก NIA ดันนวัตกรรมข้าวไทยเจาะตลาดสุขภาพ-พรีเมียม

19 มกราคม 2569

หมดยุคขายข้าวราคาถูก NIA จับมือมูลนิธิข้าวไทยฯ ดันนวัตกรรมข้าวไทยสู่ Niche Market! เน้นฟังก์ชันนัล–คาร์บอนต่ำ เจาะตลาดพรีเมียม 4.3 หมื่นล้านดอลล์

อุตสาหกรรมข้าวโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่สินค้าเชิงนวัตกรรมและสุขภาพ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ระบุว่า ในปี 2026 มูลค่าตลาดข้าวโลกจะขยายตัวแตะราว 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทใหม่ของ “ข้าว” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นอาหารหลักของประชากรโลกอีกต่อไป

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ตลาดข้าวโลกขับเคลื่อนด้วยดีมานด์ด้านสุขภาพและอาหารทางเลือก โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขณะที่อเมริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด จากกระแสนิยมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเชิงป้องกัน (Preventive Nutrition)

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

 

ข้าวฟังก์ชันนัล–โภชนเภสัช ดันมูลค่าเพิ่ม

สำหรับประเทศไทย โอกาสสำคัญอยู่ที่การพัฒนานวัตกรรมเพิ่มมูลค่าข้าวในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะ ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและสุขภาพ จากผลสำรวจพบคนไทยกว่า 35% เริ่มปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ส่งผลให้ข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด รวมถึงข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในเขตเมืองและสังคมผู้สูงอายุ

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ รำข้าวสกัดและข้าวเพาะงอก กำลังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมโภชนเภสัช (Nutraceuticals) ซึ่งเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 8% ต่อปี รวมถึง โปรตีนจากข้าว ที่ได้รับความสนใจในฐานะโปรตีนทดแทน เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองหรือนม อีกทั้งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์กว่า 21% เริ่มใช้โปรตีนข้าวเป็นส่วนผสมเพื่อลดการพึ่งพาถั่วเหลือง

 

นอกจากนี้ นวัตกรรมความงามและเครื่องสำอางจากข้าวยังกลายเป็นตลาดใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะเทรนด์การใช้ รำข้าวหมัก ในการดูแลผิวและเส้นผม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วเอเชีย และเริ่มเห็นบทบาทของแบรนด์พรีเมียมจากไทยที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมากขึ้น

 

การพัฒนาข้าวไทย เราควรเน้นการเจาะตลาดบน (Niche Market) คือแทนที่จะขายข้าวราคาถูกเพียงอย่างเดียว ควรเน้นขายข้าวราคาสูงให้กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ตอบโจทย์ยุค Healthy Living รวมถึงมีการผลักดัน "ข้าวคาร์บอนต่ำ" และฉลาก Green Label ความร่วมมือกับกรมการข้าวเพื่อผลิต ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกระบวนการปลูกและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยเสนอให้มีการติดฉลาก Green Label เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และรณรงค์ให้ผู้บริโภคช่วยกันอุดหนุนสินค้าเหล่านี้แม้จะมีราคาสูงกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อสนับสนุนสินค้าแห่งอนาคต แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรยังมีความเข้าใจเรื่องนี้น้อย รัฐต้องผลักดันอย่างจริงจัง 

 

นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส

ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโต แต่ระบบช้า

ด้าน นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาพันธุ์ รวมถึงความล่าช้าในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและรับรองพันธุ์ข้าวของภาครัฐ ซึ่งควรเร่งปรับให้สอดคล้องกับความพร้อมทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงและนำพันธุ์ข้าวใหม่ไปใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ขณะเดียวกันในระดับแปลงนา ปัญหาหนี้สินเกษตรกรยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ แม้อุตสาหกรรมข้าวตลอดห่วงโซ่จะมีแนวโน้มเติบโต โดยปัจจุบันเริ่มมีการนำนวัตกรรม ลดต้นทุนการผลิตมาใช้มากขึ้น อาทิ การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปแบบน้ำ การลดการพึ่งพาสารเคมี และการใช้จุลินทรีย์หมักตอซังฟางแทนการเผา ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังลดการปล่อยคาร์บอนและฟื้นฟูคุณภาพดินไปพร้อมกัน

 

หมดยุคขายข้าวถูก NIA ดันนวัตกรรมข้าวไทยเจาะตลาดสุขภาพ-พรีเมียม

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการน้ำในแปลงนา อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำนวนมากยังขาดความรู้และความเข้าใจในแนวทางดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และการอบรมอย่างเป็นระบบ

 

ในด้านเทคโนโลยีสีเขียวและการจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้จุลินทรีย์หมักตอซังฟางข้าวแทนการเผา ถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปัญหาฝุ่นควันพิษ ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนฟางข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในดิน ช่วยบำรุงและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เพาะปลูก

 

นอกจากนี้ การปรับโมเดลธุรกิจและการเข้าถึงข้อมูลยังเป็นอีกประเด็นท้าทาย โดยแม้นวัตกรรมด้านการผลิตข้าวจะมีอยู่จำนวนมาก แต่เกษตรกรในหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงหรือรับรู้ข้อมูลได้อย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารเชิงรุก เพื่อขยายการใช้นวัตกรรมในวงกว้าง

 

สำหรับการส่งออก เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำกัดมักประสบปัญหาต้นทุนขนส่งสูง โดยเฉพาะการส่งออกที่ไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็น “นาแปลงใหญ่” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มความคุ้มค่าในการแข่งขันในตลาดโลก

 

นวัตกรรมในประเทศไทยมีอยู่พร้อมแล้วทั้งในเรื่องการปลูกแบบอินทรีย์และการลดใช้สารเคมี แต่ปัญหาสำคัญคือ การขยายผลและกระจายให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าถึงได้ หากรัฐบาลสามารถทำให้เกษตรกรเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้อุตสาหกรรมข้าวไทยเติบโตจนหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้

 

จัดประกวดนวัตกรรมจากข้าว เพิ่มมูลค่า

อย่างไรก็ตาม NIA กระทรวง อว. ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าส่งเสริมนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ผ่านการจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาแบรนด์นวัตกรรมจากข้าวไทย โดยตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีผลงานส่งเข้าประกวดแล้ว 821 ผลงาน พร้อมเปิดโอกาสนวัตกรรมในตลาดข้าวฟังก์ชันนัล อาหารเฉพาะกลุ่มสำหรับสังคมผู้สูงอายุ โปรตีนทดแทนจากข้าว และผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยฯ กล่าวว่า การประกวดปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 18 สะท้อนศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยที่สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยผลงานมีความก้าวหน้าด้านกระบวนการวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ทางเคมีและจุลินทรีย์ที่แม่นยำมากขึ้น ส่งผลให้นวัตกรรมด้านสุขภาพ ความงาม และการป้องกันโรค NCDs มีความน่าเชื่อถือและสามารถขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐได้ พร้อมเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชนร่วมส่งผลงาน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้ข้าวไทยและชาวนาไทย

 

ที่ผ่านมา NIA สนับสนุนโครงการนวัตกรรมจากข้าวแล้วกว่า 100 โครงการ วงเงินรวมกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนต่อยอดในระบบเศรษฐกิจกว่า 392 ล้านบาท ขณะที่การประกวดนวัตกรรมข้าวไทยมีเป้าหมายคัดเลือกผลงานที่เพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่ตลาดในประเทศและส่งออก โดยการประกวดปี 2569 แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ใช้เกณฑ์พิจารณาความเป็นนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ศักยภาพเชิงพาณิชย์ ควบคู่ผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ข่าวล่าสุด

“SONKLIN Weeks” เสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์ค็อกเทลจาก “ซ่อนกลิ่น”