"เมดพาร์ค" เผยรายได้จากตะวันออกกลางหด-สงครามฉุดคนไข้ชะลอรักษา
"เมดพาร์ค"เผยสัญญาณเตือน หลังรายได้จากตะวันออกกลางเริ่มลดลงต่อเนื่อง ชี้ห่วงโซ่อุปทานยาและเวชภัณฑ์ของไทยเปราะบาง เพราะพึ่งพานำเข้าเกือบทั้งหมด
KEY
POINTS
- โรงพยาบาลเมดพาร์คมีรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเคยเป็นกลุ่มรายได้หลักจากต่างประเทศ สาเหตุหลักมาจากนโยบายรัดเข็มขัดของประเทศในแถบนั้น เช่น กาตาร์ ทำให้กระบวนการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลล่าช้า
- ชี้ ห่วงโซ่อุปทานของยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทยเปราะบางเพราะนำเข้าเกือบ 100% ทางรพ.จึงเตรียมพร้อมสำรองยาและเวชภัณฑ์ล่วงหน้าแล้ว 3 เดือน
- ขณะเดียวกัน ได้เตรียมขยายการเข้าถึงผู้ป่วยในเอเชีย เพื่อสร้างฐานการผลิตยาและเวชภัณฑ์ด้วยตัวเองเพื่อความมั่นคงระยะยาว
กาตาร์รัดเข็มขัด-สงครามฉุดผู้ป่วยหาย
นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยของเมดพาร์คแบ่งเป็นผู้ป่วยไทย 70% และผู้ป่วยต่างชาติ 30% โดยกลุ่มตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็นกลุ่มรายได้หลักจากต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุสำคัญ มาจากนโยบายรัดเข็มขัดของประเทศในแถบนั้น อาทิ กาตาร์ ที่เริ่มตรวจสอบระบบสวัสดิการอย่างเข้มงวด ส่งผลให้กระบวนการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลล่าช้า เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักใช้สิทธิที่รัฐบาลของตนออกค่าใช้จ่ายให้เมื่อมารักษาในไทย เมื่อระบบในประเทศต้นทางมีปัญหา จึงทำให้หลายรายตัดสินใจไม่เดินทางมารักษาในไทยเหมือนเช่นในอดีต และสถานการณ์สงครามในภูมิภาคยิ่งซ้ำเติมให้การเดินทางมารักษาชะลอตัวลงอีก
เพื่อทดแทนฐานรายได้ที่หายไป เมดพาร์คหันมาเน้นกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในไทย ผ่านกลยุทธ์ Relationship Management รวมถึงขยายตลาดไปยัง CLMV บังกลาเทศ และจีน ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับไทยได้ดีกว่าในภาวะวิกฤต
ยาและเวชภัณฑ์เปราะบาง-ไทยพึ่งนำเข้าเกือบ 100%
นพ.พงษ์พัฒน์ ระบุว่าหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากวิกฤตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมปี 2554 การระบาดของโควิด-19 หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ คือ เพราะไทยทำหน้าที่เพียง "ผู้ใช้" ไม่ใช่ "ผู้ผลิตต้นน้ำ" ทันทีที่เส้นทางขนส่งถูกปิดกั้น ระบบสาธารณสุขก็อัมพาตทันที
เมดพาร์คจึงยกระดับการสำรองยาและเวชภัณฑ์ล่วงหน้าเป็น 3 เดือน พร้อมกระจายแหล่งจัดซื้อไปยังเอเชียใต้ อาทิ อินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถาน เพื่อลดการพึ่งพายุโรปที่มีความเสี่ยงสูงในภาวะสงคราม ควบคู่กับการเร่งติดตั้ง Solar Cell ในโรงพยาบาลเครือ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟที่ผันผวน ซึ่งบางแห่งช่วยประหยัดได้หลักแสนบาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขยายตลาดจากคนไทย 60 ล้านคน สู่ตลาดเอเชียทั้ง 600 ล้านคน เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ อันเป็นรากฐานของ "Safety Net" ระยะยาว
ฝากรัฐปรับมุมมอง-หนุนร่วมมือแทนควบคุม
นพ.พงษ์พัฒน์ ทิ้งท้ายว่า แม้เมดพาร์คจะยึดนโยบายแบกรับต้นทุนส่วนเกินจากราคาพลังงานและการขนส่งไว้เองโดยไม่ปรับขึ้นค่าบริการทันที
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทางภาครัฐสร้างมาตรฐานเดียวกันที่ใช้ได้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเรื่อง การที่โรงพยาบาลรัฐสามารถเก็บค่าบริการนอกเวลาได้ 500-1,000 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนกลับถูกควบคุมหรือถูกมองว่าแสวงกำไรเกินควรหากทำในสิ่งเดียวกัน หรือ การผลักดันสมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับได้ในระดับสากล และต้องอนุญาตให้เบิกจ่ายได้เท่าเทียมกันทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพื่อลดการนำเข้ายาเคมีจากต่างประเทศอย่างยั่งยืน
"รัฐต้องเลิกทัศนคติที่มองว่าโรงพยาบาลเอกชนฉวยโอกาส และหันมาสร้างความร่วมมือบนฐานของความไว้ใจ เพราะในยามวิกฤต โรงพยาบาลเอกชนคือด่านหน้าสำคัญในการช่วยชีวิตประชาชน" นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว


