วิจัยชี้ โซลาร์รูฟท็อปช่วยลดค่าไฟคนไทยได้ถึง 77% แต่ติดเพดานรับซื้อไฟ
งานวิจัยเผย โซลาร์รูฟท็อปช่วยลดค่าไฟเฉลี่ยปีละกว่า 8,000 บาท แต่ติดข้อจำกัดเพดานรับซื้อไฟ 90 เมกะวัตต์ ฉุดศักยภาพประหยัดพลังงานของครัวเรือน
KEY
POINTS
- งานวิจัยชี้ว่าการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถช่วยครัวเรือนไทยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 77% หรือเฉลี่ยปีละ 8,340 บาท จากการผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลักและขายส่วนเกินคืนเข้าระบบ
- อย่างไรก็ตาม ศักยภาพดังกล่าวถูกจำกัดด้วยนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะเพดานการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคครัวเรือน (Net Billing) ที่กำหนดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเต็มโควต้าแล้วในปี 2567
- ข้อเสนอแนะสำคัญคือการยกเลิกหรือขยายเพดานการรับซื้อไฟฟ้า เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนประหยัดค่าไฟได้เต็มที่ และช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด
"ประเทศไทยยังถือว่ามีทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับสูงมาก โดยมีการประเมินว่าศักยภาพทางเทคนิคอาจสูงถึงหลายร้อยถึงหลักหมื่นกิกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีการใช้งานจริงเพียงประมาณ 9.9 กิกะวัตต์"
รายงานวิจัยล่าสุดจาก Zero Carbon Analytics ได้ฉายภาพชัดว่า “โซลาร์รูฟท็อป” ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดภาระค่าไฟของครัวเรือนไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการจำลองเชิงเศรษฐศาสตร์พบว่า ครัวเรือนที่ติดตั้งระบบสามารถลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรายปีจาก 10,860 บาท เหลือเพียง 2,520 บาท หรือคิดเป็นการประหยัดสูงถึง 77% ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าประมาณ 8,340 บาทต่อปี
รายละเอียดเชิงลึกของผลประหยัดดังกล่าวมาจาก 2 กลไกหลัก ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในครัวเรือน (self-consumption) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 84% ของการใช้ไฟทั้งหมด และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ราว 7,580 บาทต่อปี (อิงอัตราค่าไฟเฉลี่ย 4.18 บาทต่อหน่วย)
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมาจากรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบผ่านกลไก net billing ซึ่งสร้างรายได้เพิ่มเติมประมาณ 760 บาทต่อปี แม้อัตรารับซื้อจะอยู่เพียง 2.2 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาขายปลีกเกือบเท่าตัว (*Net Billing คือระบบที่ให้ครัวเรือนที่ติดโซลาร์ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้ ผลิตไฟเกิน - ขายเข้าระบบ ผลิตไม่พอ - ซื้อไฟจากระบบ โดยราคาที่ขายคืนจะต่ำกว่าราคาที่ซื้อไฟฟ้าจากระบบ)
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า ศักยภาพในการประหยัดดังกล่าวยัง “ไม่ถูกปลดล็อกอย่างเต็มที่” เนื่องจากข้อจำกัดด้านนโยบาย โดยเฉพาะเพดานการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนที่กำหนดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ ซึ่งถูกใช้เต็มตั้งแต่ปี 2567 ส่งผลให้ครัวเรือนไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินได้อีก ทั้งที่ในเชิงโครงสร้างแล้ว ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเพียง 0.16% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ จึงไม่มีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
ในบริบทของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รายงานระบุว่า โซลาร์รูฟท็อปทำหน้าที่เสมือน “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง” (hedging tool) ให้กับครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) เพิ่มขึ้น 2% สำหรับรอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย และมีแนวโน้มอาจทะลุ 4 บาทต่อหน่วยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์พลังงานโลกยังตึงตัว
ในด้านการเติบโตของตลาด ข้อมูลสะท้อนว่า โซลาร์รูฟท็อปในไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากกำลังการผลิตเพียง 2 เมกะวัตต์ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 3.3 กิกะวัตต์ในปี 2567 หรือเติบโตมากกว่า 1,600 เท่า ภายใต้แรงหนุนจากต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลงถึง 87% ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา และการเข้าสู่จุดคุ้มทุน (grid parity) ที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าใช้เองมีต้นทุนต่ำกว่าการซื้อไฟจากระบบ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท สำหรับระบบไม่เกิน 10 กิโลวัตต์พีก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาคืนทุนเหลือเพียง 2–6 ปี และเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนของครัวเรือน
ในเชิงศักยภาพระยะยาว ประเทศไทยยังถือว่ามีทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับสูงมาก โดยมีการประเมินว่าศักยภาพทางเทคนิคอาจสูงถึงหลายร้อยถึงหลักหมื่นกิกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีการใช้งานจริงเพียงประมาณ 9.9 กิกะวัตต์ หรือราว 3% ของศักยภาพทั้งหมดเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างเชิงนโยบาย” ที่ยังต้องได้รับการแก้ไข
รายงานจึงเสนอว่า หากมีการยกเลิกหรือขยายเพดาน net billing ควบคู่กับการปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และลดขั้นตอนการอนุญาตติดตั้ง จะช่วยปลดล็อกการเติบโตของโซลาร์รูฟท็อปอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 29.4 กิกะวัตต์ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย
สรุปสั้นๆ:
- สงครามอิหร่านดันต้นทุนพลังงานโลกสูงขึ้น ทำให้ กกพ. ปรับขึ้นค่าไฟ 2% ในรอบ พ.ค.–ส.ค. 2569
- โซลาร์รูฟท็อปเติบโตเร็ว จาก 2 MW (2019) เป็น 3.3 GW (2024) คิดเป็น 1 ใน 3 ของโซลาร์ทั้งหมด
- ค่าไฟแพง + เทคโนโลยีถูกลง ทำให้ครัวเรือนติดโซลาร์มากขึ้น เพื่อลดค่าไฟและความผันผวน
- นโยบาย Net Billing รับซื้อไฟส่วนเกิน 2.2 บาท/หน่วย แต่ติดเพดาน 90 MW และเต็มแล้วในปี 2567
- หากยกเลิกเพดาน ครัวเรือนจะประหยัดได้เฉลี่ย 8,340 บาท/ปี หรือ 77%
- ปัจจุบันโซลาร์มีสัดส่วนเพียง 6% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ใช้ศักยภาพจริงแค่ ~3%
- การปลดล็อกเพดานในแผน PDP ใหม่ จะช่วยเร่งการติดตั้ง และหนุนเป้าหมาย Net Zero และพลังงานหมุนเวียน 29.4 GW ปี 2580


