posttoday

โพล ส.อ.ท.ชี้คอร์รัปชันหนักกว่าอดีต ทำต้นทุนธุรกิจพุ่งเกิน 20%

03 เมษายน 2569

ผลสำรวจ FTI CEO Poll ชี้ว่า การทุจริตคอร์รัปชันรุนแรงกว่าอดีต ทำให้ต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้นเกิน 20% พบบ่อยสุดคือการฮั้วประมูลในการจัดซื้อจัดจ้าง และการเรียกรับสินบน

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “เอกชนไม่ทน : เสียงสะท้อนภาคธุรกิจกับปัญหาคอร์รัปชัน” ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 645 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

 

ผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ถึง 85.7% เห็นว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันรุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังคงฝังลึกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน 

 

อันดับ 1 คือ วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน คิดเป็น 70.9% รองลงมาคือ ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด 57.2% และการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ 53.0% ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ภาคเอกชนเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

 

ในด้านรูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันที่พบมากที่สุด อันดับ 1 คือ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกสเปกและฮั้วประมูล 81.4% รองลงมาคือ การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ 72.6% และการทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม 69.8% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระดับปฏิบัติการ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างการบริหารภาครัฐด้วย

 

ที่น่ากังวลคือ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 55.5% ระบุว่า ต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันคิดเป็นมากกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 61.2% เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง ขณะที่ 38.8% ระบุว่าไม่เคย ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านธรรมาภิบาล แต่ยังสร้างภาระต้นทุนโดยตรงต่อภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการแข่งขัน และลดทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

 

เมื่อสอบถามถึงแนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พบว่า อันดับแรกคือ เร่งปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ 64.5% รองลงมาคือ ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ตรวจสอบได้ 60.2% อันดับสามคือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพิ่มช่องทางร้องเรียน และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม 55.5% และอันดับสี่ คือ ยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐ ให้มีการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ 54.9%

 

ดังนั้น ส.อ.ท. เห็นว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการปฏิรูปกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านระบบดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

 

สรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ดังนี้


1.ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันเมื่อเทียบกับในอดีต มีความรุนแรงในระดับใด

  • อันดับ 1 : มากขึ้น 85.7%
  • อันดับ 2 : เท่าเดิม 11.8%
  • อันดับ 3 : น้อยลง 2.5%

 

2.สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันคือข้อใด

  • อันดับ 1 : วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน 70.9%
  • อันดับ 2 : ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด 57.2%
  • อันดับ 3 : เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ 53.0%   
  • อันดับ 4 : การเมืองแทรกแซงระบบบริหารราชการ 49.6%

 

3.ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบัน มักเกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง 

  • อันดับ 1 : การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ การล็อกสเปก ฮั้วประมูล 81.4%
  • อันดับ 2 : การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ 72.6%
  • อันดับ 3 : การทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม 69.8%   
  • อันดับ 4 : การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐฯ 40.2%

 

4.ต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน คิดเป็นประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด

  • อันดับ 1 : มากกว่า 20% 55.5%   
  • อันดับ 2 : 11 – 20% 29.9%   
  • อันดับ 3 : 5 – 10% 11.2%
  • อันดับ 4 : น้อยกว่า 5%  2.5%
  • อันดับ 5 : ไม่มีต้นทุนที่เกิดจากการคอร์รัปชัน 0.9%    

 

5.ภาครัฐควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องใด

  • อันดับ 1 : เร่งปฏิรูปกฎหมาย และยกระดับการบังคับใช้ให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ 64.5%
  • อันดับ 2 : ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ 60.2% พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ตรวจสอบได้
  • อันดับ 3 : ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน 55.5% เพิ่มช่องทางร้องเรียน และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม   
  • อันดับ 4 : ยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐ 54.9% ให้มีการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสก่อน–ระหว่าง-หลังดำเนินการ  

 

6.ท่านเคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ การทุจริตคอร์รัปชัน หรือไม่

  • อันดับ 1 : เคย 61.2%   
  • อันดับ 2 : ไม่เคย 38.8%    

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 149 ONE Championship วันนี้ 3 เม.ย.69