ภาควิชาการฝากรัฐบาลใหม่ รื้อโครงสร้างข้าว เลิกชดเชย ดันนวัตกรรมสู่ชาวนา
เลิกถมงบชดเชยปลายเหตุ! ภาควิชาการส่งโจทย์หินถึงรัฐบาลชุดใหม่ จี้รื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ พานวัตกรรมสู่แปลงนาเพื่อทำลายกับดักความยากจน
KEY
POINTS
- เลิกถมงบชดเชยปลายเหตุ! ภาควิชาการส่งโจทย์หินถึงรัฐบาลชุดใหม่
- จี้รื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ พานวัตกรรมสู่แปลงนาเพื่อทำลายกับดักความยากจน
- ชี้ชัดนโยบายหาเสียงทุกพรรค ‘ดูดี’ แต่ถึงเวลาต้อง ‘ทำจริง’ ก่อนไทยจะเสียแชมป์ในตลาดสุขภาพและคาร์บอนต่ำอย่างถาวร
แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านเกษตรกรรม แต่ปัญหาเรื้อรังที่ยังแก้ไม่ตก คือเกษตรกรยังไม่หลุดพ้นจากความยากจนและหนี้สิน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกลับก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดโลก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองต่างหยิบยกนโยบายแก้ปัญหาชาวนา ทั้งการจำนำข้าว การสต๊อกเพื่อส่งออก ขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียง จนกลายเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่า
ล่าสุด ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า นโยบายหลายพรรคการเมืองดีหมด มีความหลากหลาย แต่ประเด็นสำคัญคือทำได้หรือไม่ เพราะถ้าทำได้ รับรองว่าประเทศไทยเราไปได้ไกลมาก อยากให้ใครก็ตามถ้าได้เป็นรัฐบาลขอให้ทำจริงตามที่เสนอนโยบายมา
ในมิติของนวัตกรรม ประเทศไทยมีความพร้อมด้านข้าวอย่างมาก ทั้งเทคโนโลยีการเพาะปลูก การลดการใช้สารเคมี และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการทำให้นวัตกรรมเหล่านี้เข้าถึงเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ หากสามารถขยายผลได้จริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในภาคเกษตร และยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ข้าวไทยจะมีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกอย่างไม่เป็นรองใคร จากจุดแข็งทั้งด้านสายพันธุ์ องค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน และความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ
หัวใจของการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทย คือการทำให้ตลาดมีความเฉพาะทาง (Niche Market) มากขึ้น จากเดิมที่เน้นแข่งขันด้านราคา ไปสู่การขายข้าวในราคาที่สะท้อนคุณค่าและคุณภาพให้กับกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจ่าย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรและทำให้อุตสาหกรรมข้าวเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศ
ดร.กริชผกา มองว่า การพัฒนาข้าวไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคิดนวัตกรรมใหม่ เพราะนวัตกรรมมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือนโยบายของแต่ละพรรคจะสามารถขยายผลนวัตกรรมเหล่านี้ไปถึงประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่
ประเด็นแรกคือราคาข้าว ต้องทำให้เกษตรกรอยู่ได้ ไม่ว่าจะใช้กลไกประกันรายได้ จำนำ หรือมาตรการใด ขอเพียงทำให้ชาวนามีรายได้ที่มั่นคง
ประเด็นที่สองคือการส่งออก ต้องมองหลายมิติ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยสูงที่สุด ขณะที่การบริโภคในประเทศต้องควบคู่กับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ การอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าว และการผลักดันให้ข้าวไทยเป็นอัตลักษณ์ของชาติ โดยอยากให้มองทั้งตลาดในและต่างประเทศ ใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือเสริม เพื่อให้ข้าวไทยยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ส่งออกต้องสอดคล้อง Economy of Scale
ดร.กริชผกา กล่าวถึงประเด็นการเปิดทางให้เกษตรกรรายย่อยส่งออกข้าว หรือการสต๊อกข้าวว่า ต้องพิจารณาต้นทุนและความคุ้มค่าเป็นหลัก ปัญหาสำคัญคือการสต๊อกสินค้าและปริมาณการส่งออก หากวอลุ่มไม่ถึง ต้นทุนต่อหน่วยจะสูง และไม่สอดคล้องกับหลัก Economy of Scale
"ถ้าจะส่งออก ต้องชัดเจนว่าปริมาณเท่าใด ส่งไปที่ไหน และส่งเพื่ออะไร เพื่อให้การส่งออกสร้างรายได้จริง หรือสามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้ การส่งออกสินค้าเกษตรจำเป็นต้องมีวอลุ่มที่เพียงพอ เพราะหากรับคำสั่งซื้อแล้วไม่มีสินค้า จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือในตลาดโลก"
ทั้งนี้ ดร.กริชผกา เสริมว่า ปัญหาข้าวไทยเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรับรู้และมีการเสนอแนวทางมากมาย แต่หัวใจอยู่ที่การแก้เชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจจำเป็นต้องรื้อระบบผูกขาดบางส่วน รวมถึงปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน หากระบบมีความยั่งยืน เกษตรกรจะไม่ต้องรอการชดเชยในช่วงท้ายจากปัญหาภัยแล้ง ไม่มีน้ำ ก็ชดเชย เยียวยา หรือผลผลิตเสียหาย ก็เยียวยา หากประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบ “ชดเชย” ปลายทาง มาเป็นระบบ “สนับสนุน” จะเป็นมิติที่ยั่งยืนกว่า ซึ่งโดยสรุปคือเน้นกระจายเทคนิค นวัตกรรม ให้ชาวนามีความเข้าใจ
ด้านนางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสริมว่าในทางปฏิบัติ ใครก็สามารถส่งออกข้าวได้ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเกิด Economy of Scale หรือไม่ หากเกษตรกรมีพื้นที่เพียง 20 ไร่ ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ ต้นทุนขนส่งจะสูงมาก
ดังนั้นเกษตรกรรายย่อยควรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งด้านการซื้อปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยา รวมถึงการขายผลผลิตให้ได้ราคาที่เหมาะสมมากขึ้น
ขาด Big Data ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ข้าวเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานแต่ตอนนี้ข้าวไทยยังติดขัดที่ การขาดฐานข้อมูลกลางที่จะเชื่อมโยงข้อมูลการผลิต การตลาด และการแปรรูปจากหลายหน่วยงาน เช่นฝ่ายกระทรวงเกษตร มีข้อมูลการผลิต กระทรวงพาณิชย์ มีข้อมูลการขาย หน่วยงานอุตสาหกรรม ก็มีข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง การกระจัดกระจายข้อมูลทำให้การกำหนดนโยบายยังขาดความแม่นยำ และไม่เห็นภาพทั้งระบบ หากไม่มีข้อมูล การแก้ปัญหาจะเป็นเพียงการแก้เฉพาะหน้า ไม่สามารถสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้
ฝากโจทย์ถึงพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม ภาควิชาการ เห็นตรงกันว่า นโยบายข้าวของทุกพรรคการเมืองมีแนวคิดที่ดี แต่ความท้าทายอยู่ที่ การลงมือทำจริง หากรัฐบาลสามารถกระจายนวัตกรรม ลดต้นทุน สร้างตลาดมูลค่าสูง และทำให้เกษตรกรเข้าถึงระบบได้อย่างเท่าเทียม อุตสาหกรรมข้าวไทยจะไม่เพียงแก้ปัญหาปากท้อง แต่ยังเป็นแรงขับสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว


