หุ้นโรงกลั่นดิ่งเหว! "เอกนัฏ" จ่อคุมค่าการกลั่น โบรกชี้ SPRC เสี่ยงสุด
แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ฉุดหุ้นโรงกลั่นดำดิ่ง หลังรัฐบาลส่งสัญญาณใช้มาตรการ Cap ค่าการกลั่นเหลือ 3-4 บาทต่อลิตร จากระดับที่พุ่งแตะ 13 บาท โบรกมองลบช่วงระยะสั้น ตลาดเริ่มลดความเสี่ยง มาร์จิ้นค่ากลั่นถูกจำกัด พร้อมชี้หุ้น SPRC ถูกกดดันหนักกว่าหุ้น TOP
KEY
POINTS
- แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ฉุดหุ้นโรงกลั่นดำดิ่ง
- หลังรัฐบาลส่งสัญญาณใช้มาตรการ Cap ค่าการกลั่นเหลือ 3-4 บาทต่อลิตร จากระดับที่พุ่งแตะ 13 บาท
- โบรกมองลบช่วงระยะสั้น ตลาดเริ่มลดความเสี่ยง มาร์จิ้นค่ากลั่นถูกจำกัด พร้อมชี้หุ้น SPRC ถูกกดดันหนักกว่าหุ้น TOP
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น "บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC" ปิดการซื้อขายเช้านี้ (3 เม.ย.69) อยู่ที่ 6.50 บาท ลดลง -0.35 บาท คิดเป็น -5.11% มูลค่าการซื้อขาย 193.58 ล้านบาท
หุ้น "บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP" ปิดที่ 44.50 บาท ลดลง -1.50 บาท คิดเป็น -3.26% มูลค่าการซื้อขาย 775.69 ล้านบาท
หุ้น "บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP" ปิดที่ 37.00 บาท ลดลง -1.75 บาท คิดเป็น -4.52% มูลค่าการซื้อขาย 146.69 ล้านบาท
หุ้น "บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC" ปิดที่ 35.25 บาท ลดลง -0.50 บาท คิดเป็น -1.40% มูลค่าการซื้อขาย 614.81 ล้านบาท
หุ้น "บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC" ปิดที่ 1.75 บาท ลดลง -0.08 บาท คิดเป็น -4.37% มูลค่าการซื้อขาย 257.25 ล้านบาท
หลังจากที่มีข่าวว่านายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เตรียมปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไทยครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบ และ "รื้อ" โครงสร้างค่าการกลั่นน้ำมัน หลังจากตรวจพบความผิดปกติของตัวเลขค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นถึง 13 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเกินสมควร
โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสกัดกั้น "กําไร ลาภลอย" (Windfall Profit) ของผู้ประกอบการโรงกลั่นและนําเงินส่วนเกินนี้กลับคืนสู่กระเป๋าประชาชนในรูปแบบของการควบคุมราคาน้ำมันให้เป็นธรรมมากขึ้น
นโยบายหลักที่จะนํามาใช้คือ "การกําหนดเพดาน(Cap)ค่าการกลั่น" เพื่อไม่ให้สูงเกินไป พร้อมทั้งมาตรการเชิงรุกในการป้องกันการกักตุนและเก็งกําไรน้ำมัน ด้วยการเปิดเผยข้อมูลการไหลของน้ำมัน (Oil Flow) แบบเรียลไทม์เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
นอกจากนี้ยังมีแผนระยะยาวในการจัดตั้ง "คล้งนํ้ามันสํารองแห่งชาติ" เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันขาดแคลนอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงการแก้ไขข้อจํากัดทางกฎหมายเพื่อให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้มีผลบังคับใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพที่สุด
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าประเด็น cap ค่าการกลั่นเป็นลบต่อ sentiment หุ้นโรงกลั่นในระยะสั้น เพราะเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบายและกดดันให้ตลาดเริ่ม discount ความเสี่ยงที่ upside ของ GRM จะถูกจํากัด โดยหุ้นที่อิง กําไรโรงกลั่นมากจะถูกกระทบเชิงจิตวิทยามากกว่า
ขณะที่ผลกระทบต่อกําไรจริงจะขึ้นกับว่า cap ถูกออกแบบอย่างไร หากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หรือ อิง “ค่าการกลั่นส่วนเกิน” หลังหักต้นทุนจริง ผลกระทบพื้นฐานอาจจํากัด แต่หากเป็นการแทรกแซงเชิงโครงสร้างต่อกลไกราคาจะเป็น downside ต่อ TOP, SPRC, BCP, PTTGC, IRPC
ขาย SPRC - ถือ TOP
บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า สำนักข่าวท้องถิ่นหลายแห่งรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาใช้มาตรการจำกัดและกำหนดราคาขั้นต่ำของมาร์จิ้นจากการกลั่น มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้นและมาร์จิันจากการกลั่นที่สูงผิดปกติ
เกี่ยวกับการพิจารณาใช้มาตรการจำกัดและกำหนดราคาขั้นต่ำของมาร์จิ้นจากการกลั่น (GRM) นั้น มีข้อควรพิจารณาที่สำคัญหลายประการ GRM ไม่ได้สะท้อนถึงผลกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่นเสมอไป ตัวอย่างเช่น น้ำมันดิบมักจะถูกจัดซื้อล่วงหน้าหนึ่งถึงสองเดือน ดังนั้น แม้ว่า GRM จะลดลงในเดือนใดเดือนหนึ่ง โรงกลั่นก็อาจยังคงเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากการซื้อก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ GRM ยังไม่ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด และผลผลิตของผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละโรงกลั่น ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องประเมินโครงสร้างต้นทุนทั้งหมดและความแตกต่างในการดำเนินงานอย่างรอบคอบก่อนที่จะนำนโยบายดังกล่าวมาใช้
แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดว่านโยบายนี้จะถูกนำมาใช้จริงหรือไม่ แต่ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาการแทรกแซงอย่างจริงจังมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความพยายามในการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันและควบคุมระดับหนี้สาธารณะ แม้ว่านโยบายนี้จะไม่ถูกนำไปใช้ ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องก็อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นโรงกลั่นได้
โดยรวมแล้ว สิ่งนี้ตอกย้ำมุมมองที่ระมัดระวังของเราต่อภาคการกลั่นน้ำมัน โดยเราเลือกที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มเคมีภัณฑ์มากกว่าในขณะนี้
ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงให้คำแนะนำ "ขาย" สำหรับ SPRC โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 5.90 บาท และแนะนำ "ถือ" สำหรับ TOP โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 45.00 บาท.


