posttoday

ชี้ “Green Supply Chain” คือตัวชี้วัดความอยู่รอดของ SME ไทย

15 มกราคม 2569

Green Supply Chain ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขความอยู่รอดของ SME ไทย พลังงานสะอาดจึงเป็น “ใบเบิกทางธุรกิจ” สู่ตลาดโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากคู่ค้าระดับสากล

KEY

POINTS

  • SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้ารายใหญ่ในตลาดโลกที่ต้องการ "ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว" (Green Supply Chain) หากไม่สามารถปรับตัวโดยใช้พลังงานสะอาดในการผลิต อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน
  • อุปสรรคสำคัญในการปรับตัวของ SME ไม่ใช่ต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ถูกลงแล้ว แต่เป็นข้อจำกัดด้านนโยบายและกฎระเบียบของภาครัฐที่ทำให้การเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวเป็นไปได้ยาก
  • การปรับตัวสู่ Green Supply Chain ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่ยังเป็นโอกาสในการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ รวมถึงรายได้จากคาร์บอนเครดิต

"พลังงานสะอาดคือทางรอดของ SME ในตลาดโลก ภาครัฐจำเป็นต้องปลดล็อคกฎระเบียบเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ SME สามารถเข้าถึงและใช้ไฟฟ้าสีเขียวได้อย่างเสรีและเป็นธรรม"

 

นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลและมุมมองที่สำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่าง พลังงานสะอาด และ SME ไว้ในงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” จัดโดย SCG เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ได้เรียบเรียงมาเพื่อประโยชน์ในระยะยาวของ SME ไทย

 

ทั้งนี้ นายนทีมีประสบการณ์โดยตรงในธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพ และดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน โดยเป็นผู้ผลักดันเรื่อง "ไฟฟ้าราสะอาด" และ "ไฟฟ้าสีเขียว" อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

 

แรงกดดันต่อ SME จากห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain)

 

นายนทีชี้ให้เห็นว่า SME ไทยกำลังตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน (เช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์) เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากคู่ค้าและบริษัทใหญ่ในระดับสากลที่ต้องการ "Green Supply Chain" หาก SME ไม่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดมาใช้ในการผลิตได้ตามเป้าหมายของคู่ค้า (ซึ่งบางแห่งตั้งเป้าใช้พลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2030) ก็จะเสียโอกาสทางการค้าทันที

 

ชี้ “Green Supply Chain” คือตัวชี้วัดความอยู่รอดของ SME ไทย

 

ต้นทุนพลังงานสะอาดที่คุ้มค่ามากขึ้นในปัจจุบัน

 

โดยมีข้อมูลชี้ว่า ต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต

• พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) จากในอดีตเคยสูงถึง 12 บาทต่อหน่วย แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย และหากรวมระบบแบตเตอรี่สำรองจะอยู่ที่ประมาณ 2.80 บาทต่อหน่วย

• พลังงานลม (Wind) เทคโนโลยีใหม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้แม้ความเร็วลมต่ำเพียง 5 เมตรต่อวินาที (5 m/s) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในพื้นที่ลักษณะนี้สูงมาก โดยต้นทุนปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย

 

ข้อเสนอแนะและทางออกเชิงนโยบายเพื่อ SME

 

นายนทีเสนอว่า ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ "นโยบายและกฎระเบียบ" เนื่องจากปัจจุบันระบบไฟฟ้าไทยมีสัดส่วนพลังงานฟอสซิลสูงถึง 85% ในขณะที่มีไฟฟ้าสีเขียวเพียง 15% ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม4 จึงมีข้อเสนอดังนี้

เปิด Third Party Access (TPA): รัฐควรอนุญาตให้เอกชนสามารถใช้ "สายส่ง" ของการไฟฟ้าเพื่อส่งไฟฟ้าสีเขียวที่ผลิตเองไปขายให้แก่กันได้โดยจ่ายค่าผ่านสาย (Wheeling Charge) เพื่อให้รายเล็กและ SME เข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง7,8

อัปเกรดระบบสายส่ง: ควรปรับเปลี่ยนระบบจากเดิมให้เป็น Smart Grid หรือระบบที่รองรับการจัดการพลังงานยุคใหม่9

ปลดล็อคข้อจำกัดของสัญญา: เช่น สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในปัจจุบันที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้แบตเตอรี่ ซึ่งควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น

 

นายนทีสรุปว่า พลังงานสะอาดคือทางรอดของ SME ในตลาดโลก แต่ภาครัฐจำเป็นต้องปลดล็อคกฎระเบียบเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ SME สามารถเข้าถึงและใช้ไฟฟ้าสีเขียวได้อย่างเสรีและเป็นธรรม

 

เพราะความคุ้มค่าของโซลาร์เซลล์หรือพลังงานสะอาดสำหรับ SME ไม่ได้อยู่ที่ "ตัวเลขค่าไฟ" ที่ลดลงเท่านั้น แต่คือ "ใบเบิกทาง" ในการทำธุรกิจ

 

คำถามสำคัญคือ Green Supply Chain ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของ SME ไทยอย่างไร

 

แนวคิดเรื่อง Green Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของ SME ไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมของตลาดโลกและบริษัทขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนไป โดยมีรายละเอียดสรุปจากแหล่งข้อมูลดังนี้

 

1. แรงกดดันจากบริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่และตลาดส่งออก

SME ไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่เน้นการส่งออก กำลังเผชิญกับเงื่อนไขใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น บริษัทใหญ่เหล่านี้เริ่มกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2030 หาก SME ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือผู้รับจ้างผลิตไม่สามารถปรับตัวตามเกณฑ์สีเขียวเหล่านี้ได้ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตัดออกจากระบบห่วงโซ่อุปทานและเสียความสามารถในการแข่งขันไปในที่สุด

 

2. ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงพลังงานสะอาด (Green Power)

ความอยู่รอดของ SME ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหา "ไฟฟ้าสีเขียว" มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อตอบโจทย์ Green Supply Chain ของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบสายส่งของไทยยังมีสัดส่วนพลังงานฟอสซิลสูงถึง 85% และมีพลังงานสะอาดเพียง 15% และหาก SME เข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวไม่ได้ ก็จะไม่สามารถตอบโจทย์คู่ค้าได้ จึงมีข้อเสนอให้รัฐเปิด Third Party Access (TPA) เพื่อให้ SME สามารถซื้อหรือเช่าสายส่งเพื่อส่งไฟฟ้าสีเขียวมาใช้ในโรงงานได้โดยตรง

 

3. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลดต้นทุน

ในมุมมองความอยู่รอด Green Supply Chain ไม่ได้เป็นเพียงภาระ แต่เป็นโอกาสในการลดต้นทุนในระยะยาว

• ต้นทุนพลังงานที่ถูกลง: ปัจจุบันต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ลดลงเหลือประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าไฟฟ้าจากสายส่งปกติ

• การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity): การปรับตัวสู่ Green Economy มักมาพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Automation และ IOT เพื่อลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ SME ไทยเติบโตจากสัดส่วน GDP 35% ไปสู่ระดับ 50% เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว

 

4. โอกาสในการสร้างรายได้ใหม่และการเข้าถึงแหล่งทุน

การปรับตัวตามแนวทางสีเขียวช่วยให้ SME เข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงิน:

• คาร์บอนเครดิต: การทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างรายได้ใหม่ผ่านคาร์บอนเครดิต9

• การสนับสนุนทางการเงิน: มีโครงการ Soft Loan จากธนาคารออมสิน สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และกองทุนจาก BOI เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมสีเขียวโดยเฉพาะ10,11

• โมเดลการเปลี่ยนขยะเป็นเงิน: SME สามารถลดต้นทุนและสร้างรายได้จากการนำของเสียทางการเกษตรหรือขยะอุตสาหกรรมมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน9

 

สรุปได้ว่า Green Supply Chain คือตัวชี้วัดความอยู่รอดของ SME ไทยในยุคปัจจุบัน หากไม่ปรับตัวจะเผชิญกับภาวะ "ถอยหลัง" และหลุดออกจากตลาด แต่หากปรับตัวได้จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และเปิดประตูสู่แหล่งเงินทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนรายใหญ่

 

ข่าวล่าสุด

ถอดรหัส City Branding "ทรงวาด" อัตลักษณ์เมืองเก่าที่กลายเป็นแบรนด์ร่วมสมัย