posttoday

ซาลอนเปิดทุกหัวมุม ‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ใช้โมเดลสวยครบวงจร ฝ่าตลาดความงามเดือด

23 ธันวาคม 2568

ซาลอนเปิดทุกหัวมุม แต่ทำไม ‘‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ถึงรอดและโตสวนเกมเดือด ตลอด 5 ปี ชูแนวคิด Premium to Luxury ซาลอนคือ "บ้านหลังที่สอง" ของทุกคน สวยครบวงจรไม่ใช่แค่ทำผม

KEY

POINTS

  • ซาลอนเปิดทุกหัวมุม แต่ทำไม ‘‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ถึงรอดและโตสวนเกมเดือด ตลอด 5 ปี 
  • ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ชูแนวคิด Premium to Luxury ซาลอนคือ "บ้านหลังที่สอง" ของทุกคน 
  • เปิดแผนธุรกิจ สวยครบวงจรหัวจรดเท้า ลุยโปรดักส์ความงาม พร้อมขยายแฟรนไชส์ 20 ล้านสู่ สปป.ลาว ครั้งแรก 

ท่ามกลางคลื่นซาลอนที่ผุดขึ้นแทบทุกหัวมุมถนน การยืนระยะในสมรภูมิธุรกิจความงามไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ “กีกี้ บิวตี้ สเปซ” (KIKI Beauty Space) ซาลอนระดับลักชูวรี่ย่านสยามสแควร์ ซอย 3 คือหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ฝ่าความเดือดของตลาดมาได้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา 

 

เบื้องหลังการเติบโตนั้น คือ “ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์” นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสายความงาม และไม่เคยมีสูตรสำเร็จติดตัว สิ่งที่เขามีคือการเรียนรู้จากหน้างานจริง ลงมือทำทุกขั้นตอน และค่อย ๆ เข้าใจลูกค้าผ่านประสบการณ์ตรง

 

5 ปีของธุรกิจซาลอนกับบริการสวยครบวงจร

ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ผู้บริหารบริษัท นับเงินไม่ทัน จำกัด และผู้ก่อตั้ง KIKI Beauty Space เล่าว่า ปี 2568 คือหมุดหมายสำคัญของการเดินทาง เมื่อ กีกี้ บิวตี้ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมบทพิสูจน์ว่า “ซาลอน” ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงร้านทำผม

 

ปัจจุบัน กีกี้ บิวตี้ สเปซ มี 2 สาขา และคอนเซ็ปต์ชัดเจน ได้แก่ สาขา Flagship แบบ One Stop Service ที่สยามสแควร์ ซอย 3 และสาขาเฉพาะทางด้านเส้นผมในรูปแบบ Hair Salon ที่เมกา บางนา 

กีกี้ บิวตี้ สเปซ (สยามสแควร์)

ในส่วนของ โมเดล One Stop Service ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กีกี้ บิวตี้ สเปซ ค่อย ๆ วางรากฐานธุรกิจอย่างเป็นระบบ สร้างโครงสร้างบริการหลัก 4 แผนก ตั้งแต่งานทำเล็บ ต่อขนตา–คิ้ว แว็กซ์ ไปจนถึง Hair Extension โดยยึดแนวคิดเดียวกันคือ ทำให้ลูกค้าดูแลความงามได้ครบในที่เดียว ประหยัดเวลา ลดความยุ่งยาก และไม่ต้องย้ายร้านหลายแห่งในหนึ่งวัน

 

เปิดแผนกที่ 5 แต่งหน้า 

ซึ่งในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 5 จึงเปิดตัวแผนกที่ 5 “KIKI Make Up” บริการแต่งหน้าแบบครบวงจร เพื่อเติมภาพของ One Stop Service ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในฐานะ Luxury Beauty Destination ที่ลูกค้าสามารถเดินเข้ามา “ทำสวยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า” แล้วออกไปทำงาน นัดพบ หรือร่วมกิจกรรมสำคัญต่อได้ทันทีอย่างมั่นใจ

 

ขยายแฟรนไชส์สู่ลาว ปักหมุดต่างประเทศก้าวแรก

แม้ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเติบโต แต่ก้องภพยืนยันว่า กีกี้ บิวตี้ สเปซ ยังไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมในประเทศไทย แต่เลือกมองไกลออกไปยังตลาดต่างประเทศ ผ่านโมเดลแฟรนไชส์แบบ One Stop Service เต็มรูปแบบ โดยสาขาแรกเตรียมปักหมุดที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว และมีกำหนดเปิด Grand Opening ในเดือนมีนาคม 2569

 

สาขาในลาวจะถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าซาลอน ด้วยการเพิ่มคาเฟ่ให้บริการเครื่องดื่มและอาหารคาวหวานครบวงจร ตั้งอยู่บนทำเลไพรม์ “ถนนคูเวียง” ย่านธุรกิจและแฟชั่นใจกลางเวียงจันทน์ ใกล้ Parkson Laos ห้างสรรพสินค้าหรูขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่ครบจบในที่เดียว

ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ - จินดาวร เพชรหลวงศรี

แฟรนไชส์ดังกล่าวเกิดจากความเชื่อมั่นของ จินดาวร เพชรหลวงศรี ผู้บริหารบริษัท Miracle Lao Sol ซึ่งทำธุรกิจด้านก่อสร้าง เหมืองแร่ และการศึกษาใน สปป.ลาว และเป็นลูกค้าของกีกี้มานานกว่า 2–3 ปี ทุกครั้งที่เดินทางมาไทยจะต้องแวะใช้บริการ ก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อแฟรนไชส์มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จากการมองเห็นโอกาสของตลาดซาลอนระดับลักชูวรี่ในลาว ที่แม้จะมีร้านพรีเมียมอยู่บ้าง แต่ยังขาดแบรนด์ที่ให้บริการความงามแบบ One Stop Service อย่างแท้จริง ลูกค้ายังต้องแยกใช้บริการหลายร้าน

 

ขณะเดียวกัน ก้องภพเปิดเผยว่า ยังมีผู้สนใจแฟรนไชส์จากประเทศอื่นติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดที่มีความเป็นไปได้สูงในระยะถัดไปคือเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดสาขาในโฮจิมินห์หรือฮานอย

 

แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามที่เป็นตลาดน่าจับตา แม้การแข่งขันสูง แต่เรายังไม่เร่งตัดสินใจ เพราะให้ความสำคัญกับการทำ Market Research ร่วมกับพาร์ตเนอร์ เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว

ซาลอนเปิดทุกหัวมุม ‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ใช้โมเดลสวยครบวงจร ฝ่าตลาดความงามเดือด

ไม่เร่งรีบขยายสาขา ขอโตแบบช้า ๆ 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการขยายสาขาดูไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก้องภพย้ำว่า สิ่งที่ยากกว่าและสำคัญที่สุด คือการรักษามาตรฐานบริการและคุณภาพของช่างให้เท่าเทียมกันทุกสาขา ทั้งกระบวนการให้บริการและผลลัพธ์ด้านความงามต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ กีกี้ เลือกเติบโตอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรีบ และไม่เน้นปริมาณ

 

สำหรับเหตุผลที่ยังไม่เร่งขยายสาขาในประเทศไทย ก้องภพมองว่า ต้นทุนการเปิดซาลอนหนึ่งสาขาสูงไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์และการดูแลรักษาในระยะยาว ขณะที่ทำเลอย่างสุขุมวิทหรือย่านใจกลางเมืองมีการแข่งขันสูงมาก ซาลอนแทบทุกซอย ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

 

“ถ้าเป็นตลาดแมส อาจไม่ต้องอยู่ Prime Location ก็ได้ แต่แบรนด์พรีเมียมอย่างเรา ถ้าลูกค้าจะมา เราต้องอยู่ในจุดที่ดีที่สุด และนั่นหมายถึงต้นทุนที่สูงมาก เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว จึงเลือกโฟกัสการเติบโตในพื้นที่เดิม ด้วยการเพิ่มบริการใหม่ เช่น บริการแต่งหน้า หรือทรีตเมนต์ที่มีนวัตกรรม เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม โดยไม่เพิ่มต้นทุนโครงสร้าง"

ซาลอนเปิดทุกหัวมุม ‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ใช้โมเดลสวยครบวงจร ฝ่าตลาดความงามเดือด

แตกไลน์สินค้าแบรนด์ KIKI Beauty

นอกจากด้านบริการแล้ว ก้องภพ บอกว่า ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ KIKI Beauty เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ร้านเพียงอย่างเดียว แต่สามารถดูแลตัวเองได้ทุกที่ โดยแบ่งประเภทของโพรดักส์ออกเป็น 4 แบรนด์ย่อย ได้แก่ 1.KIKI Hair Care เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม 2.KIKI Care ประเภท Bath & Body 3.KIKI Perfume น้ำหอม และ4.ต่อยอดแบรนด์สู่ไลน์คอสเมติก ในชื่อ KIKI Cosmo 

 

“ปัจจุบันวางจำหน่ายใน กีกี้ บิวตี้ สเปซ ทั้ง 2 สาขา และอยู่ระหว่างการปรับโฉมแพ็กเกจจิ้งใหม่ เพื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยังคงคุณภาพระดับพรีเมียมเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับโรงงานในประเทศเกาหลีใต้ คาดว่าจะได้เห็น Innovative Beauty Product ที่นำเสนอรูปแบบการบำรุงใหม่ ๆ ซึ่งยังไม่เคยมีในตลาดไทยมาก่อน พร้อมวางกลยุทธ์ขยายช่องทางจัดจำหน่ายในอนาคต เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น”

น้ำหอมของ KIKI Beauty

ไม่แข่งกับแบรนด์ใหญ่ในตลาด

ท่ามกลางตลาดความงามที่เต็มไปด้วยแบรนด์ยักษ์ คำถามคือ KIKI จะลงไปแข่งได้อย่างไร?

 

ก้องภพ ตอบชัดว่า เขาไม่เคยมองแบรนด์ความงามรายใหญ่เป็น “คู่แข่ง” ตั้งแต่ต้น เพราะกี้กี้ บิวตี้ วางตำแหน่งตัวเองอยู่ในระดับ Premium to Luxury Service สิ่งที่แบรนด์เลือกทำจึงไม่ใช่การออกสินค้าให้ครบทุกหมวดเพื่อแข่งกันด้วยปริมาณ แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า คือ ลูกค้าจะได้ประสบการณ์แบบไหนที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ความพรีเมียมของซาลอน วัดกันที่อะไร?

ก้องภพ บอกว่า สำหรับเขาความพรีเมียมไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตัวเลขราคา แต่ถูกวัดจาก “ต้นทุนของคุณภาพและประสบการณ์” ที่ลูกค้าได้รับจริง

 

ก้องภพอธิบายว่า ที่ผ่านมา กีกี้ บิวตี้ สเปซ ไม่เคยตั้งใจ “ดันราคา” เพื่อสร้างภาพความลักชูวรี่ แต่เลือกวางตำแหน่งแบรนด์ในระดับพรีเมียม โดยราคาทุกบริการคำนวณจากต้นทุนจริงที่ค่อนข้างสูง

 

เพราะต้นทุนของซาลอนไม่ได้มาจากแค่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ แต่รวมถึงช่างที่ต้องมีประสบการณ์และผ่านมาตรฐานของแบรนด์ พื้นที่ซึ่งเลือกเปิดเฉพาะ Prime Location ไปจนถึงอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ต้องเป็นระดับพรีเมียมทั้งหมด ทำให้ต้นทุนทั้งค่าแรง ค่าเช่าสถานที่ และอุปกรณ์สูงกว่าซาลอนทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แม้แต่บริการพื้นฐานอย่างการสระผม KIKI ก็ไม่มองว่าเป็นเพียงขั้นตอนธรรมดา แชมพูทุกขวดเป็นแบรนด์คุณภาพ ไม่ใช้แชมพูแกลอน และต้องเลือกสูตรให้เหมาะกับปัญหาของลูกค้าแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นผมแห้งเสีย หนังศีรษะ หรือผมทำสี ทุกบริการต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ก่อนลงมือ

 

“เรามองว่าความเป็น Luxury ไม่ได้เกิดจากราคา แต่เกิดจากความเข้าใจ การวิเคราะห์ และการเลือกวิธีแก้ปัญหาได้ตรงจุด” 

 

อีกหนึ่งจุดที่แบรนด์ให้ความสำคัญ คือความโปร่งใสด้านราคา ลูกค้าสามารถเห็นข้อมูลทุกอย่างได้อย่างชัดเจน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง หากบริการใดมีราคาสูงก็จะแจ้งตรงไปตรงมา ไม่ใช้กลยุทธ์ตั้งราคาต่ำเพื่อดึงลูกค้าแล้วเพิ่มค่าใช้จ่ายภายหลัง

 

“ถ้าแพง เราบอกว่าแพง แต่ต้องดีจริง” เขาย้ำ

 

ตัวอย่างชัดเจนคือบริการต่อผม ซึ่งที่ KIKI มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 50,000–60,000 บาทต่อหัว แตกต่างจากร้านทั่วไปที่อาจอยู่เพียงหลักพัน แต่ลูกค้ายอมจ่ายเพราะเห็นความแตกต่าง ทั้งคุณภาพ เส้นผม เทคนิค และความปลอดภัย

 

“ผมเปรียบเหมือนมงกุฎของใบหน้า ถ้าผมขาด มันกลับมาไม่ได้ ต่อให้ผมแห้งยังบำรุงได้ แต่ผมขาดคือจบเลย ลูกค้ากลุ่มของเราจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าราคา”

 

โปรดักต์ของ KIKI Beauty

ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้าน

หากมองในเชิงโครงสร้างรายได้ วันนี้ “บริการ” ยังคงเป็นหัวใจหลักของกีกี้ บิวตี้ ซึ่งมีฐานสมาชิกกว่า 50,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ขณะที่ฝั่งโปรดักต์ไม่ได้หมายถึงสินค้าแบรนด์ของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการทำงานร่วมกับแบรนด์ความงามระดับโลกมากกว่า 10 แบรนด์ เป้าหมายในปีถัดไปคือการขยับรายได้ขึ้นเป็นสัดส่วน 50:50

 

ซึ่งปีที่ผ่านมาก้องภพบอกว่า กีกี้มีรายได้ราว 80 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะปิดที่ประมาณ 100 ล้านบาท เติบโตราว 20% สอดคล้องกับการขยายบริการและโปรดักต์ของแบรนด์

 

Trend Setter หลายมิติ 

เมื่อถามถึงภาพในอนาคต ก้องภพมองว่า กีกี้ บิวตี้ ค่อนข้างเป็น “Trend Setter” ในหลายมิติ ก้องภพยอมรับว่า ธุรกิจซาลอนเป็นหนึ่งในธุรกิจที่บริหารยากกว่าที่หลายคนคิด แม้แต่ช่างระดับอาจารย์ก็สามารถเกิดข้อผิดพลาดได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การควบคุมไม่ให้พลาด แต่คือการบริหารจัดการและรับมือกับสถานการณ์ให้กระทบลูกค้าน้อยที่สุด

 

ปัจจุบันกีกี้ บิวตี้ มีพนักงานรวมกว่า 100 คน ครอบคลุมทั้งช่างทำผม ช่างทำเล็บ ทีมผู้ช่วย ทีมหน้าร้าน ทีมออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง และทีมโปรดักชันที่ดูแลคอนเทนต์และสื่อทั้งหมดภายในองค์กร โดยเฉพาะช่างทำผมมีประมาณ 15 คน ใน 2 สาขา

ซาลอนเปิดทุกหัวมุม ‘กีกี้ บิวตี้ สเปซ’ ใช้โมเดลสวยครบวงจร ฝ่าตลาดความงามเดือด

ธุรกิจซาลอนยากกว่าร้านอาหาร

ทั้งนี้ เขายอมรับว่าแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อกำลังซื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เลือกทำ ไม่ใช่การแข่งขันด้วยราคา แบรนด์ไม่เคยจัดโปรโมชั่นหรือให้ส่วนลด แต่ยังคงมีลูกค้าประจำกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีลูกค้าใหม่เข้ามาเสมอ

 

"ซาลอนยากกว่าธุรกิจอาหารอีก แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าร้านอาหารเป็นธุรกิจปราบเซียนก็ตาม ในฝั่งร้านอาหาร การตัดสินใจของลูกค้าทำได้ง่ายกว่า หากเห็นอะไรที่ดูน่ากินก็สามารถตัดสินใจลองทานได้ทันที และหากไม่อร่อยก็แค่ไม่ต้องทานให้หมดหรือคราวหน้าไม่มาซ้ำ"

 

แต่สำหรับธุรกิจความงาม  นั้นยากกว่าตั้งแต่วันแรก เพราะลูกค้าไม่สามารถ ลองได้แบบสุ่มเสี่ยง ลูกค้าต้องมีความมั่นใจและเกิดความเชื่อถือ (Trust) ในแบรนด์ก่อนถึงจะตัดสินใจเข้าใช้บริการ เช่น การเดินผ่านแล้ว walk-in เข้าไปทำสีผมทันทีนั้นเกิดขึ้นได้ยากกว่าการเดินเข้าไปซื้อขนมหรือทานอาหารมาก

 

ข่าวล่าสุด

"ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม" นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน