posttoday
TDRI ชี้ภาคเกษตรอ่อนแอ "ข้าวไทยแพ้เวียดนาม“ เสี่ยงหลุดครัวโลก

TDRI ชี้ภาคเกษตรอ่อนแอ "ข้าวไทยแพ้เวียดนาม“ เสี่ยงหลุดครัวโลก

09 ตุลาคม 2568

ดร.นิพนธ์ ชี้วิกฤตเศรษฐกิจไทยหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2000 จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจสู่ชนบท ภาคเกษตรอ่อนแอ "ข้าวไทยแพ้เวียดนาม" เสี่ยงหลุดครัวโลก

KEY

POINTS

  • ดร.นิพนธ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจสู่ชนบท ฟื้นฟูภาคเกษตรที่สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • เสนอให้ย้ายแรงงานออกจากเกษตรต้นน้ำไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและบริการในต่างจังหวัด เพื่อสร้างงานที่มีรายได้สูงขึ้นในท้องถิ่นโดยไม่ต้องย้ายเข้าเมือง
  • ชี้รัฐต้องลงทุน 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีสมัยใหม่, การวิจัยและพัฒนา เพิ่มงบวิจัยเป็น 2% ของ GDP ภาคเกษตร และสร้างบุคลากรด้านการเกษตร

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook Out of the Trap จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเกษตรกรรม โดยระบุว่าการปรับโครงสร้างที่เคยนำมาซึ่งความสำเร็จในอดีตได้หยุดชะงักมาตั้งแต่ทศวรรษ 2000

 

ภาคเกษตรสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ดร.นิพนธ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความสำเร็จมายาวนานในอดีต โดยเป็น "ครัวโลก" (Kitchen of the World) และมีสินค้าส่งออกสำคัญหลายรายการ แม้กระทั่งอาหารสุนัข-แมว เป็นอันดับ 4 ของโลก ความสำเร็จนี้มาจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาคเกษตรกำลังประสบปัญหาความอ่อนแออย่างรุนแรง ประเทศไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้แก่ประเทศเวียดนามอย่างน่าตกใจ ทั้งที่ในอดีตเวียดนามเคยส่งนักวิจัยมาเรียนรู้การวิจัยจากประเทศไทย แต่ปัจจุบันชาวนาภาคกลางต้องนำเข้าพันธุ์ข้าวจากเวียดนามเข้ามาปลูก เนื่องจากไม่มีพันธุ์ที่ตอบโจทย์

TDRI ชี้ภาคเกษตรอ่อนแอ "ข้าวไทยแพ้เวียดนาม“ เสี่ยงหลุดครัวโลก

 

และขาดแคลนงานวิจัยและบุคลากร มีการลงทุนวิจัยในภาคเกษตรน้อยมาก โดยมีการจัดสรรทุนวิจัยข้าวเพียง 180 ล้านบาท เทียบกับ GDP ภาคข้าวที่มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ นักปรับปรุงพันธุ์เก่ง ๆ ได้เกษียณอายุไปหมดแล้ว ทำให้ขาดแคลนงานวิจัยอย่างรุนแรง

 

อีกทั้ง นโยบายส่งเสริมเน้นการแจกจ่ายวัสดุการเกษตรและเครื่องจักร ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ตรงตามความต้องการของเกษตรกร แต่กลับตอบโจทย์นักการเมือง นอกจากนี้ นโยบายประชานิยมมีการใช้เงินแจกจำนวนมหาศาล บางปีมากกว่างบประมาณกระทรวงเกษตรทั้งกระทรวง ทำให้เกษตรกร "ไม่จำเป็นต้องปรับตัว"

 

งานวิจัยล่าสุดพบว่า ดัชนีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคการเกษตรของไทยอยู่ในอันดับที่ 87 จาก 182 ประเทศ และดัชนีผลิตภาพก็อยู่ในอันดับ 87 เช่นเดียวกัน ดังนั้นหัวใจของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตและลดความเหลื่อมล้ำคือ การย้ายแรงงานออก จากเกษตรต้นน้ำไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในกลางน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร, การค้าปลีกที่มีการแข่งขัน, การขนส่ง, ภัตตาคาร, โรงแรม และการท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างงานที่มีรายได้และใช้ทักษะดีขึ้น

 

ดร.นิพนธ์ ชี้ว่าทางออกของภาคเกษตรมี 3 ทาง คือ 1.การลงทุนในเทคโนโลยี 2.การปรับพฤติกรรมเกษตรกร ซึ่งยากและอาจใช้เวลานาน และ 3.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

 

รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานเร่งด่วน เพื่อทำการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของการ กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน สู่ชนบท

 

รัฐต้องปรับโครงสร้างที่เรียกว่า Green Food Value Chain เพื่อสร้างการจ้างงานใหม่ ๆ ในต่างจังหวัดที่บ้านเกิดควบคู่ไปกับการฝึกอบรมแรงงานและเกษตรกรให้มีทักษะใหม่และมีรายได้ทำที่บ้าน โดยไม่ต้องย้ายเข้ามาทำงานใน EEC หรือกรุงเทพฯ

 

ยุทธศาสตร์การลงทุน 3 ด้าน

 

การปฏิรูปครั้งนี้ต้องทำแบบ มีส่วนร่วม และจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยรัฐบาลต้องปูพื้นฐานโดยเน้นการลงทุนในเทคโนโลยี 3 ด้าน ได้แก่ Data, Connectivity, เทคโนโลยีใหม่ เช่น Big Data, Precision Farming, Gene Editing และ Regenerative Culture และกำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน โดยเน้นความสำคัญเช่น 

 

  • วิจัยพื้นฐานของรัฐ ตั้งเป้าให้ทุนวิจัยของรัฐในภาคเกษตรอยู่ที่ 2% ของ GDP ภาคเกษตร เพื่อให้ผลิตภาพต่อไร่เพิ่มขึ้นเกิน 2% ต่อปีให้ได้
  • แรงจูงใจเอกชน ต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคม (Spillover) และควรมีการทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษี
  • ทรัพยากรมนุษย์ ต้องลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่ไปกับการลงทุนในสินค้าทุน โดยเฉพาะการสร้างนักปรับปรุงพันธุ์ใหม่ และสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัย

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นิพนธ์ สรุปว่า ทางออกของเกษตรกรในอนาคต จะต้องหลากหลายเส้นทาง ได้แก่ การเป็นครัวเรือนเกษตรแปลงใหญ่ เป็นเกษตรกรมืออาชีพที่รวมกลุ่มเข้มแข็ง และการย้ายคนออกไปสู่ภาคที่มีผลิตภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูป ภาคบริการ และการท่องเที่ยว

ข่าวล่าสุด

'รมว.สุรศักดิ์' ลุยเบลเยียมเช็ก Tomorrowland จัดไทยคาดเงินสะพัด 6.1 พันลบ.

'รมว.สุรศักดิ์' ลุยเบลเยียมเช็ก Tomorrowland จัดไทยคาดเงินสะพัด 6.1 พันลบ.