posttoday

K-Beauty ยังฮิตไม่เลิก แล้วแบรนด์ไทยมีโอกาสโตสู้เกาหลีหรือไม่?

20 พฤษภาคม 2568

K-Beauty ยังฮิตไม่เลิก แล้วแบรนด์ไทยมีโอกาสโตสู้เกาหลีหรือไม่? มุมมองสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ชี้แบรนด์ไทยเริ่มส่งสัญญาณบวก แม้ไม่เก่งการตลาด-สร้างแบรนด์เหมือนเกาหลี แต่วัตถุดิบเด่น

ปรากฏการณ์ K-Beauty หรือผลิตภัณฑ์ความงามจากเกาหลีใต้ ยังคงครองใจผู้บริโภคทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและขยายอิทธิพลไปยังตลาดระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และราคาที่เอื้อมถึง ทำให้กลายเป็นผู้นำเทรนด์ในอุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเอเชียที่นิยมลุคความงามสไตล์เกาหลี

 

ในขณะที่ K-Beauty ยังคงเติบโตต่อเนื่อง วงการเครื่องสำอางและสกินแคร์ไทย (T-Beauty) ก็เริ่มส่งสัญญาณบวก โดยมีแบรนด์หลายรายเริ่มเจาะตลาดต่างประเทศสำเร็จ อาทิ “Srichand” ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น, “Cathy Doll” ที่เปิดตัวพร้อมพรีเซนเตอร์จากซีรีส์วายยอดฮิต ปัจจุบันมีวางจำหน่ายกว่า 3,000 ร้านในญี่ปุ่น รวมถึงห้าง Loft และร้านขายยาชั้นนำ และแป้งฝุ่น Pond’s ที่ผลิตในไทยกลายเป็นของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเกาหลี

 

 

ธุรกิจเครื่องสำอางมูลค่า 2.8 แสนล้าน

 

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) รายงานว่า ในปี 2567 ธุรกิจเครื่องสำอาง มีมูลค่าตลาดรวมถึง 2.81 แสนล้านบาท เนื่องจากกระแสความนิยมในการใส่ใจสุขภาพและความงาม และตลาดอีคอมเมิร์ซได้เข้ามา มีบทบาทในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอางฯ ยังคงประสบกับปัญหาในการสร้างภาพลักษณ์ให้โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเท่าที่ควร การพัฒนาผลิตภัณฑ์และควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบัน

 

ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางฯ ในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการเชิงรุกให้มีศักยภาพในการแข่งขันบนฐานเศรษฐกิจยุคดิจิทัล รวมถึงให้เท่าทันกับบริบท

 

 

Blue Beauty เทรนด์มาแรงในแบรนด์ต่างประเทศ

 

ลักษณ์สุภา ประภาวัต นายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย มองว่านับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปอาจเป็นปีทองของแบรนด์บิวตี้ไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จึงทำให้มีวัตถุดิบโดดเด่นหลากหลายจากพืช สมุนไพร ที่เหมาะกับการพัฒนาเครื่องสำอางธรรมชาติ ซึ่งตรงกับเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

 

รวมถึงเทรนด์ Blue Beauty ที่มุ่งเน้นการใช้พืชพรรณทางทะเลซึ่งกำลังได้รับความสนใจในเวทีสากล โดยเฉพาะในประเทศที่มีทะเล เริ่มศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำพืชใต้ทะเลมาเป็นส่วนหนึ่งของวงการบิวตี้ เนื่อกจากพืชใต้ทะเลไม่โดนแสงแดดจึงมีความทนทาน อย่างแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสก็เริ่มมีการใช้แล้ว 

 

ขณะที่ไทยตนเองก็พยายามเสนอให้มหาวิทยาลัย หรือภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลองมองดูว่า อะไรที่เป็น Blue ของเราได้บ้างและน่าจะนำมาต่อยอด ซึ่งสิ่งที่ไทยยังขาดคือการต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์ และการสร้างแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนบนเวทีโลก

 

จุดอ่อนไทย ไม่มีความต่อเนื่อง และไม่เป็นหนึ่งเดียว

 

แม้ประเทศไทยจะมีความโดดเด่นด้านวัตถุดิบ แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญคือการสร้างแบรนด์และการทำการตลาด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว เรายังขาดทั้งการสนับสนุนระยะยาวจากภาครัฐ ความเป็นเอกภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่ยังมีจำนวนจำกัด

 

ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่ หลายโครงการที่กำลังเติบโตต้องหยุดชะงักกลางคัน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มองไกล วางแผนระยะยาว และระบบสนับสนุนที่ไม่ผูกติดกับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

 

ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่หน่วยงานรัฐทำงานสอดประสานกันในลักษณะ One Stop Service เช่น การส่งออกที่สามารถดำเนินการครบในจุดเดียว ไม่ต้องติดต่อหลายกระทรวง และที่สำคัญคือรัฐให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โครงการระยะสั้น

 

อย่างเกาหลี มีการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ หรืองานในลักษณะของการส่งเสริมอุตสาหกรรมรวมกว่า 75 งานต่อปี ไทยกลับมีเพียงไม่กี่งานเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญในการผลักดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก ทั้งที่การส่งออกไม่เพียงเพิ่มยอดขาย แต่ยังช่วยสร้างการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านมาตรฐาน งานวิจัย และการพัฒนา

 

เด่นเรื่องรับจ้างผลิตมากกว่าสร้างแบรนด์เอง

 

ลักษณ์สุภา กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ผู้รับจ้างผลิต” จากหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและชาติในอาเซียน ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ เราอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายแบรนด์

 

"แต่อย่าหยุดแค่การเป็นผู้ผลิตในเงา หากเราสามารถเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายเล็ก ก้าวสู่เวทีสากลได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ไทยที่โลกรู้จักอย่างแท้จริง"

 

แม้เราจะมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ แต่การใช้ทรัพยากรไม่ควรจบแค่การนำมาใช้ให้หมด เราต้องย้อนกลับไปศึกษา "ต้นทาง" ของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งกำเนิด วัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือมนุษยวิทยา เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็น “อัตลักษณ์” ที่แข็งแรงและยั่งยืนของแบรนด์ไทยในระยะยาว

 

4.7 พันรายในธุรกิจเครื่องสำอาง

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ในปี 2566 ไทยมีผู้ประกอบการผลิตเครื่องสำอางจำนวน 4,735 ราย หากแบ่งตามขนาดธุรกิจ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย (Micro) และผู้ประกอบการขนาดย่อม (Small) คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 97.95 ของจำนวนผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องสำอางทั้งหมด

 

โดยผลิตเพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งการจำหน่ายภายในประเทศมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของปริมาณการจำหน่ายเครื่องสำอางไทยทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความต้องการแตกต่างจากเดิม ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์แนวโน้มของเครื่องสำอางที่มาแรงในอนาคตไว้ 4 ประการ ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสารสกัดธรรมชาติ 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์ Anti-aging 3.ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย และ 4.การเสนอผลิตภัณฑ์เฉพาะบุคคลด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ

 

ภาครัฐส่งเสริม SME เป็น Hero Brand สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 62 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ดีพร้อม ได้เดินหน้าสร้าง Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางฯ หนุนผลักดัน Soft Power แฟชั่นไทย ผ่าน “กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย” ด้วยการพัฒนาทักษะในการสร้างภาพลักษณ์ ให้คำปรึกษาเชิงลึก ยกระดับภูมิปัญญาสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ตอบโจทย์

 

ความต้องการตลาด พร้อมปั้น Hero Brand สู่แบรนด์ระดับสากล ที่ทันสมัย แตกต่าง และมีคุณค่า ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 62 ล้านบาท


 

ข่าวล่าสุด

ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์ Tokenized Fund หนุนนวัตกรรมลงทุน เริ่ม 1 เม.ย.69