
ชมรมบัวหลวง SME เผย SME เข้าถึงแหล่งทุนยาก เหตุปรับตัวรับเทคโนโลยีช้า
แนะรัฐให้ความสำคัญ R&D อย่างต่อเนื่อง แม้เปลี่ยนรัฐบาล ชี้เงินทุนมี แต่กลับไม่มี SME เข้าถึงแหล่งทุนได้ เหตุไม่มีนวัตกรรมที่น่าสนใจ ยกโมเดลรัฐไต้หวัน สำเร็จได้เพราะต่อเนื่อง มีโค้ชให้คำปรึกษาใกล้ชิด
นายกำพล กุลวรานนท์ ประธานชมรมบัวหลวง SME กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับ SME ก็จริง แต่ SME ที่มีศักยภาพ เงินทุน และนวัตกรรม เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งสินเชื่อดังกล่าว ก็สามารถทำตลาดได้ ทว่า SME กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ไม่มีเงินทุน คำถามคือ ธนาคารจะปล่อยกู้ให้หรือไม่
ขณะที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ SME กลับตามไม่ทัน และปรับตัวช้า ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานการศึกษา พื้นฐานคุณภาพของคน และเรื่องกฎหมายที่ยังไม่รองรับที่จะทำให้ SME ไปได้ในตลาดทุกเซ็กเม้นท์
ยกตัวอย่างรัฐบาลไต้หวัน เขาให้ความสำคัญกับเรื่อง R&D และพัฒนาธุรกิจทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 30-40 ปี หากผู้ประกอบการขาดเทคโนโลยีด้านใด เขาก็จะมีโค้ช มีผู้ชำนาญในแต่ละด้านให้คำปรึกษาและช่วยพัฒนาสินค้าอย่างใกล้ชิด ขณะที่ประเทศไทย เวลาเปลี่ยนรัฐบาลที นโยบายก็เปลี่ยนที ไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้เงินทุนที่มีให้ กลับไม่มีสินค้า หรือ SME ที่สามารถขอทุน หรือ ใช้ดอกเบี้ยตามนโยบายที่รัฐบาลกระตุ้นได้
รัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญกับทุกกลุ่มแต่แต่การเกษตร เครื่องอุปโภค บริโภค เสื้อผ้า เคมิคอล คอมพิวเตอร์ ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัล AI และเรื่องพลังงาน
ยกตัวอย่างเช่น การเกษตรของไทย ต้องเริ่มตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ควรหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี ทันสมัย มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ดีและราคาต้องไม่แพง เมื่อถึงการเพาะปลูก รัฐบาลต้องดูแลด้วยการรับประกันราคา มีการดูราคาปุ๋ย ว่าถูกหรือไม่ เมื่อมาถึงกระบวนการแปรรูป ก็ต้องมี know how ในการแปรรูป ให้กับ SME เพื่อให้มีสินค้าที่น่าสนใจและสามารถทำตลาดได้ เป็นต้น
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรง รัฐต้องเข้ามาดูแลทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษาระดับอาชีวะ ซึ่งสำคัญมากเพราะเป็นคนที่ต้องมาขับเคลื่อนเป็นแรงงานที่มีความรู้ มีทักษะด้านดิจิทัลใหม่ๆ ไม่ใช่เรียนจบเพื่อรับปริญญาและรับเงินเดือนเท่านั้น
นายกำพล กล่าวว่า สำหรับ “ชมรมบัวหลวง SME” เป็นหนึ่งในการสนับสนุนเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ ของ ธนาคารกรุงเทพ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 จากดำริของ ดร.โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร ที่ต้องการให้เกิดการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ SME โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวของผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมจากธนาคารและจัดตั้งเป็น “ชมรมบัวหลวง SME” ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 2,000 ราย
กำพล กุลวรานนท์ ประธานชมรมบัวหลวง SME
โดยธนาคารกรุงเทพได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นศูนย์กลางเครือข่ายทางธุรกิจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ชมรมฯ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อขยายฐานการสร้างเครือข่ายสมาชิกที่แข็งแรง ส่งเสริมให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกเครือข่ายชมรมฯ มีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกันอยู่เสมอทั้งจากสมาชิกด้วยกัน และจากฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารกรุงเทพ
ขณะที่ ธนาคารกรุงเทพ สนับสนุนผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนเพียงพอสำหรับปรับปรุงธุรกิจให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากเทรนต่างๆของโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ประกอบด้วย
ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียว (Green Credi.t) ได้แก่ สินเชื่อ “Bualuang Green และ Bualuang Green Solar Energy” ที่ตอบโจทย์การขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตามนโยบายดำเนินธุรกิจของธนาคารกรุงเทพ ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ยึดหลัก ESG ใน 3 มิติ ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) มิติสังคม (Social) และมิติธรรมาภิบาล (Governance) โดยการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) และเป็นตัวกลางในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่
- สินเชื่อ “Bualuang Green” วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 8 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับ SME ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือมลภาวะต่างๆ และเพื่อนำวัสดุของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยการ Reuse, Recycle
- สินเชื่อ “Bualuang Green Solar Energy” ให้วงเงินกู้สูงสุด 100 % ของเงินลงทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลง ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกได้ง่ายขึ้น
กำพล กุลวรานนท์ ประธานชมรมบัวหลวง SME
สินเชื่อบัวหลวงเพื่อการปรับตัวธุรกิจ (Bualuang Transformation Loan) วงเงิน 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 5 ปี สำหรับลูกค้าSME 2 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มที่ประสบปัญหาต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และต้องการการดูแลช่วยเหลือให้ฟื้นตัวและประกอบกิจการต่อไปได้ โดยเป็นโครงการสินเชื่อพิเศษเพื่อช่วยเหลือลูกค้า SME เพิ่มเติมจากโครงการอื่นๆ ที่ธนาคารได้ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยลูกค้า SME กลุ่มนี้ที่ต้องการการฟื้นฟู นอกจากการให้สินเชื่อแล้ว ธนาคารจะคอยช่วยติดตามดูแล ร่วมประเมินสถานการณ์และผลกระทบ และเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด
2. กลุ่มที่ต้องการเงินทุนเพื่อลงทุนปรับกิจการให้ทันโลกในยุคดิจิทัลและภาวะปกติใหม่ (Next Normal) ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (Disruption) จากปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทันต่อโอกาสต่างๆ ที่เปิดขึ้น และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ โดยธนาคารจะมุ่งเน้นสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาในส่วนของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนระบบหรือกระบวนการต่างๆ ภายใต้การปรับตัว 3 รูปแบบหลัก เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจให้สามารถแข่งขันและดำเนินกิจการเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน ได้แก่
- การดำเนินธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology)
- การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green)
- การดำเนินธุรกิจโดยใช้นวัตกรรมแห่งโลกอนาคต (Innovation)







