
WHO ชี้ 6 มาตรการสู้โลกร้อน ช่วยชีวิต 1.6 ล้านคนต่อปี
องค์การอนามัยโลกเผยผลวิเคราะห์ใหม่ ชี้ขยาย 6 มาตรการรับมือวิกฤตภูมิอากาศทั่วโลก อาจลดการเสียชีวิตได้ปีละ 1.6 ล้านคน สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
KEY
POINTS
- องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการขยาย 6 มาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก สามารถช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 1.6 ล้านคนต่อปี
- มาตรการทั้ง 6 ได้แก่ ระบบเตือนภัยความร้อน, การเข้าถึงน้ำดื่ม-สุขาภิบาล-สุขอนามัย, การใช้เชื้อเพลิงสะอาดในครัวเรือน และนโยบายกำหนดราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- นอกจากการช่วยชีวิตคนแล้ว มาตรการเหล่านี้ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางการคลังรวมกว่า 9.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 24 ดอลลาร์
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า การขยายมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปกป้องสุขภาพประชาชน 6 มาตรการทั่วโลก อาจช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 1.6 ล้านคนต่อปี พร้อมสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และประโยชน์ทางการคลังเพิ่มเติมอีก 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
รายงาน Global benefits and costs of prioritized actions on climate change and health เป็นการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการคลังจากการขยายมาตรการด้านภูมิอากาศและสุขภาพที่ WHO ให้ความสำคัญ โดยชี้ให้เห็นว่าการลงทุนรับมือโลกร้อนไม่ได้ให้ผลดีเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ตลอดจนสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า วิกฤตภูมิอากาศคือวิกฤตสุขภาพ แต่ผลกระทบจำนวนมากสามารถป้องกันได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าการขยายมาตรการที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่เข้าถึงได้ สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้หลายล้านคน โดยประเทศที่มีความจำเป็นมากที่สุดจะได้รับประโยชน์สูงสุด
เขายังเน้นย้ำว่า ในช่วงที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเตรียมการเจรจาด้านภูมิอากาศรอบใหม่ การปกป้องสุขภาพประชาชนจำเป็นต้องเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานด้านภูมิอากาศ
เปิด 6 มาตรการรับมือโลกร้อน ลดการเสียชีวิต
WHO ประเมินว่าหากขยายการดำเนินงานทั้ง 6 มาตรการในระดับโลก จะสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ประมาณ 1.6 ล้านคนต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 40 ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก ตามผลประมาณการจากแบบจำลอง
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย
- ระบบเตือนภัยความร้อนและสุขภาพ (Heat-health warning systems) เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงจากอุณหภูมิสูงและลดการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อน
- บริการน้ำดื่ม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัย แม้เผชิญสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
- บริการสุขาภิบาลขั้นพื้นฐาน เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการขาดระบบจัดการสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม
- สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัยและการล้างมือ เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยและลดการแพร่กระจายของโรค
- เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสะอาดในครัวเรือน สำหรับการประกอบอาหารและให้ความร้อน เพื่อลดการสัมผัสมลพิษทางอากาศภายในบ้าน
- นโยบายกำหนดราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการยกเลิกเงินอุดหนุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเหมาะสม
นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพ WHO ยังประเมินว่ามาตรการเหล่านี้อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 16,700 ล้านตัน เทียบเท่าประมาณ 31% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกต่อปี เมื่อไม่นับรวมภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้
ลงทุน 1 ดอลลาร์ สร้างประโยชน์กลับคืนเฉลี่ย 24 ดอลลาร์
ผลการวิเคราะห์พบว่า ในบรรดา 5 มาตรการที่สามารถประเมินผลตอบแทนต่อการลงทุนได้ ทุกการลงทุน 1 ดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะสร้างประโยชน์กลับคืนเฉลี่ย 24 ดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่า ซึ่งอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ
หนึ่งในมาตรการที่มีความคุ้มค่าสูงที่สุดคือ ระบบเตือนภัยความร้อนและสุขภาพ ซึ่ง WHO ประเมินว่าสามารถสร้างประโยชน์ได้ถึง 835 ดอลลาร์สหรัฐต่อเงินลงทุนทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ
เหตุผลสำคัญคือ ระบบดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและระบบที่มีอยู่เดิม เพื่อแจ้งเตือนและป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนได้ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ
ขณะเดียวกัน มาตรการกำหนดราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมาตรการที่คาดว่าจะสร้างประโยชน์โดยรวมสูงที่สุด โดยอาจป้องกันการเสียชีวิตได้ประมาณ 1.2 ล้านคนต่อปี สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และสร้างประโยชน์ทางการคลังอีก 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
WHO เร่งรัฐบาลลงทุนรับมือวิกฤตภูมิอากาศ
WHO ระบุว่า ในปี 2569 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญเหตุการณ์สุดขั้วทางภูมิอากาศที่ทำลายสถิติ การปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคปัจจุบัน
รายงานฉบับนี้เผยแพร่ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาล หน่วยงานด้านการพัฒนา และสถาบันการเงินนำหลักฐานทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในมาตรการที่ช่วยปกป้องสุขภาพและลดผลกระทบจากโลกร้อน
ที่มา
World Health Organization (WHO)







