posttoday
“ฝีดาษวานร” มีตุ่มไม่กี่จุดก็เสี่ยงติดเชื้อ กรมการแพทย์เตือนอย่าชะล่าใจ

“ฝีดาษวานร” มีตุ่มไม่กี่จุดก็เสี่ยงติดเชื้อ กรมการแพทย์เตือนอย่าชะล่าใจ

07 พฤศจิกายน 2569

กรมการแพทย์เผยผู้ป่วยฝีดาษวานร (Mpox) บางรายอาจไม่มีอาการตามแบบแผนเดิม พบเพียงตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก โดยไม่จำเป็นต้องมีผื่นทั่วตัวหรือมีต่อมน้ำเหลืองโต ย้ำเชื้อแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เตือนประชาชนเฝ้าระวังโรคฝีดาษวานร (Mpox) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus ที่สามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล และเยื่อบุของผู้ติดเชื้อ พร้อมเน้นย้ำว่าผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่ชัดเจนหรือมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง จึงควรสังเกตความผิดปกติร่วมกับประวัติการสัมผัสเสี่ยง เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที

 

ฝีดาษวานรไม่ได้ติดต่อเฉพาะทางเพศสัมพันธ์

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคฝีดาษวานรสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุ รวมถึงการสัมผัสผิวหนังโดยตรง การจูบ และการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถแพร่ผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอน รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจในระยะใกล้

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ และการอยู่ร่วมสถานที่หรือสัมผัสทั่วไปโดยไม่มีการสัมผัสเสี่ยง ไม่ถือเป็นช่องทางแพร่เชื้อที่มีความเสี่ยงสูง

 

ระวังตุ่มหรือแผลเพียงไม่กี่จุด อาจเป็นสัญญาณติดเชื้อ

นพ.ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า โรคฝีดาษวานรมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 3–17 วัน และอาจนานถึง 21 วันหลังได้รับเชื้อ  อาการที่พบได้ ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต และผื่นตามผิวหนัง ซึ่งอาจพัฒนาจากตุ่มแดงหรือตุ่มนูนเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ด

แต่ในการระบาดปัจจุบัน ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการครบตามลักษณะดั้งเดิม โดยมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก บางรายอาจมีอาการเจ็บทวารหนัก เจ็บขณะขับถ่าย หรือมีแผลบริเวณเยื่อบุ โดยไม่มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย

ทั้งนี้ การใช้ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แต่ไม่สามารถป้องกันฝีดาษวานรได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ถุงยางอนามัยไม่ได้ปกคลุม

 

 

ไม่มีต่อมน้ำเหลืองโต ก็ไม่ควรตัดความเสี่ยงฝีดาษวานร

นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานรต้องพิจารณาทั้งประวัติการสัมผัสเสี่ยง อาการ และลักษณะรอยโรค ร่วมกับการตรวจยืนยันสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) โดยเก็บตัวอย่างจากรอยโรคบริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุ

 

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต จึงไม่ควรใช้การไม่มีอาการดังกล่าวเป็นเหตุผลในการตัดโรคออก

 

สำหรับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้ เพื่อให้การวินิจฉัยครอบคลุมและได้รับการรักษาที่เหมาะสม

สถาบันโรคผิวหนังย้ำว่า หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะภายหลังมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น และเข้ารับการตรวจจากสถานพยาบาลโดยเร็ว เพื่อลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อ

 

ข่าวล่าสุด

WHO ชี้ 6 มาตรการสู้โลกร้อน ช่วยชีวิต 1.6 ล้านคนต่อปี

WHO ชี้ 6 มาตรการสู้โลกร้อน ช่วยชีวิต 1.6 ล้านคนต่อปี