
"แข็งแรงดีก็วูบได้" รู้เท่าทัน 4 สัญญาณอันตราย ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
กรมการแพทย์เตือน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันอาจเกิดกับคนที่ดูแข็งแรงและไม่มีอาการเจ็บป่วยมาก่อน เผยสาเหตุต่างกันตามช่วงวัย แนะสังเกต 4 สัญญาณอันตราย
กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนประชาชนให้เฝ้าระวังภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้ในผู้ที่ดูมีสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยแสดงอาการเจ็บป่วยมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจซ่อนอยู่ พร้อมแนะสังเกตอาการผิดปกติ เช่น วูบ แน่นหน้าอก ใจสั่น และเหนื่อยหอบ หากมีอาการควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยง
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากกรณีข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของบุคคลที่ดูแข็งแรงและไม่มีอาการเจ็บป่วยมาก่อน ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดคนที่ดูมีสุขภาพดีจึงเสียชีวิตเฉียบพลันได้
ในทางการแพทย์ ภาวะดังกล่าวอาจเป็นการเสียชีวิตกะทันหันจากสาเหตุทางหัวใจ หรือ Sudden Cardiac Death (SCD) ซึ่งมักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่นานหลังเริ่มมีอาการ โดยการมีสุขภาพแข็งแรงจากภายนอกไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดหัวใจหรือระบบการทำงานของหัวใจจะเป็นปกติเสมอไป
แม้บางคนจะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักได้ตามปกติ แต่ก็อาจมีโรคหัวใจที่ไม่แสดงอาการซ่อนอยู่ ซึ่งสาเหตุสำคัญแตกต่างกันตามช่วงอายุ ได้แก่
- อายุมากกว่า 50 ปี สาเหตุสำคัญคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) ซึ่งอาจเกิดจากการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดเป็นเวลานานโดยไม่มีอาการ ก่อนเกิดการแตกของคราบไขมันและลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน
- อายุน้อยกว่า 50 ปี อาจเกี่ยวข้องกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (Cardiomyopathy) หรือโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ (Channelopathies) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
เช็ก 4 สัญญาณเตือน อย่าคิดว่าแค่เหนื่อยหรือพักผ่อนน้อย
นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการผิดปกติบางรายอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงลมแดด ความอ่อนเพลีย หรือโรคกระเพาะอาหาร จึงเลือกนอนพักและรอดูอาการ ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสในการรักษา โดยมี 4 สัญญาณอันตรายที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- วูบ หน้ามืด หรือหมดสติ โดยเฉพาะการวูบขณะออกแรง ออกกำลังกาย หรือขณะนอนราบ
- แน่นหน้าอก รู้สึกอึดอัดคล้ายมีสิ่งกดทับบริเวณหน้าอก อาจมีอาการปวดร้าวไปยังกราม แผ่นหลัง หรือแขน
- ใจสั่นรุนแรง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เต้นสะดุด หรือรู้สึกหวิวอย่างรุนแรง อาจมีเหงื่อออกร่วมด้วย
- เหนื่อยหอบผิดปกติ หายใจลำบากเฉียบพลัน แม้กำลังทำกิจกรรมตามปกติ
หากพบอาการดังกล่าว โดยเฉพาะอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นเฉียบพลัน ไม่ควรฝืนทำกิจกรรมหรือนอนรอดูอาการ แต่ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที
พบคนหมดสติ โทร 1669 ทำ CPR ใช้ AED ให้เร็วที่สุด
นายแพทย์ธสุ เธียรธำรงสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระไฟฟ้าหัวใจ สถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น Ventricular Tachycardia (VT) หรือ Ventricular Fibrillation (VF) ซึ่งทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ตามปกติ
การช่วยชีวิตอย่างรวดเร็วตามหลักห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต (Chain of Survival) จึงมีความสำคัญ โดยประชาชนสามารถปฏิบัติได้ 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. สังเกตอาการและโทรแจ้งเหตุ
หากพบผู้หมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจตามปกติ หรือมีเพียงอาการหายใจเฮือก ให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที พร้อมขอให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงช่วยนำเครื่อง AED มา
2. เริ่มกดหน้าอกทันที
กดหน้าอกบริเวณกึ่งกลางหน้าอกอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญระหว่างรอทีมแพทย์ฉุกเฉิน โดยผู้แจ้งเหตุสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สายด่วน 1669 ได้
3. ใช้เครื่อง AED โดยเร็ว
เมื่อมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ให้เปิดเครื่อง ติดแผ่นนำไฟฟ้าตามตำแหน่งที่กำหนด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่องทันที
การใช้ AED ภายใน 3–5 นาทีแรกในผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นจากจังหวะหัวใจที่สามารถกระตุกไฟฟ้าได้ อาจเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้สูงถึง 50–70% ทั้งนี้ โอกาสรอดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงความรวดเร็วในการเริ่ม CPR และการเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
แนะตรวจปัจจัยเสี่ยงและประวัติครอบครัว
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหันจากสาเหตุทางหัวใจ ควรเริ่มจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และการสูบบุหรี่ รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับประวัติสุขภาพของครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือพี่น้องเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีประวัติโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์โรคหัวใจเพื่อพิจารณาการตรวจคัดกรอง
หากมีอาการแน่นหน้าอก วูบ หรือใจสั่นผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์ ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เพื่อค้นหาความผิดปกติและวางแผนรักษาก่อนเกิดภาวะรุนแรง







