
KTB ไตรมาส 3/69 ทำกำไร 12,582 ล้าน ลดลง 13.9% สินเชื่อเติบโต 10%
KTB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 12,582 ล้านบาท ลดลง 13.9% ตามทิศทางดอกเบี้ย แต่สินเชื่อยังโต 10% หนุนกำไร 9 เดือน แตะ 37,145 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน
KEY
POINTS
- KTB มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท ลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- สินเชื่อของธนาคารขยายตัว 10% โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย ธุรกิจขนาดใหญ่ และภาครัฐ
- สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 9.5% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการช่วยเหลือลูกหนี้
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,582 ล้านบาท ลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 สินเชื่อขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ
สอดคล้องกับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ มี NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 2.93% รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 205.3% ตั้ง Credit Cost ในระดับที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.44% ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้น 6.2% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution
ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.8% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวเล็กน้อย และธุรกิจ Wealth ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และ การบริหารจัดการคุณภาพ portfolio อย่างระมัดระวัง
สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,145 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13.0% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation
ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 38.8% ลดลงจาก 40.1% โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยมี credit cost อยู่ที่ 0.98%
ณ 30 กันยายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (%CAR) ที่ 20.70% ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด
ในปี 2569 Fitch Ratings และ Moody’s Investors Service ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร พร้อมปรับแนวโน้ม (Outlook) เป็น stable จาก negative สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้จัดตั้ง บจ. กรุงไทย อลิอันซ์ โฮลดิ้ง และ บจ. กรุงไทย แคปปิเทล โฮลดิ้ง เพื่อจัดโครงสร้างการบริหารตามประเภทธุรกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งด้าน Shared Service, Digital Technology and Innovation และ Wealth Creation ควบคู่กับการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ บจ. วินเพอร์ฟอร์มานซ์ ซึ่งประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine)
การปรับโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการเงินทุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตระยะยาวตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ธนาคารเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตาม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างคุณค่า (Value-Led) ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และ โซลูชันทางการเงินที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น พร้อมต่อยอดนวัตกรรมบริการลงทุนด้วย “PromptFund” ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับการซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์ ซื้อรับหน่วยลงทุนทันที ขายรับเงินทันที ตอบโจทย์การลงทุนและบริหารสภาพคล่องของลูกค้า
ธนาคารยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยร่วมกับภาครัฐ ธนาคารโลก และพันธมิตรภาคเอกชน ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เพื่อเชื่อมโยงโครงการ Low Carbon เข้ากับแหล่งเงินทุนและการลงทุนจริง
พร้อมต่อยอดความร่วมมือบนเวที IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 สู่การขยายผลในระดับประเทศ ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามแนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต







