
‘พัฒนา’ ชี้ “สธ.ไม่ควรต้องขอเงิน สสส.” ดันโมเดลทำงานร่วมงบ 10% ตั้ง KPI วัดผล
รมว.สาธารณสุข ชี้ สธ. และ สสส. ควรทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น เสนอจัดงบราว 10% หรือ 400–500 ล้านบาท ทำโครงการร่วมพร้อมตั้ง KPI วัดผล
KEY
POINTS
- รมว.สาธารณสุขเสนอโมเดลใหม่ให้ สธ. และ สสส. ทำงานร่วมกัน แทนรูปแบบเดิมที่ สธ. ต้องเสนอโครงการเพื่อของบประมาณเป็นรายครั้ง
- ข้อเสนอเบื้องต้นคือการนำงบประมาณ 10% ของ สสส. หรือประมาณ 400-500 ล้านบาท มาใช้ในโครงการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกัน
- โครงการที่ทำร่วมกันจะมีการตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะกำหนดร่วมกันเพื่อวัดผลลัพธ์
“จริงๆ แล้วมันไม่ควรจะต้องไปขอกันด้วยซ้ำ”
ประโยคจากการให้สัมภาษณ์ของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงการทำงานระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังพบว่าในแต่ละปีโครงการที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอเข้าไป และได้รับอนุมัติมีจำนวนไม่มาก
รมว.สาธารณสุขอธิบายว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลสุขภาพของประชาชนในภาพรวม ครอบคลุมทั้งการดูแลรักษาผู้ป่วย การป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพ
ดังนั้น ในภารกิจที่มีเป้าหมายด้านการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกัน สธ.และ สสส.ควรทำงานร่วมกัน มากกว่าการที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณเป็นรายโครงการ
“เพราะว่ากระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการที่จะต้องดูแลทั้งผู้ป่วย แล้วก็ป้องกันส่งเสริมสุขภาพไปพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นควรจะต้องเป็นการทำงานร่วมกัน”
แนวทางที่กำลังผลักดันจึงเป็นการให้ทั้งสองหน่วยงานเข้ามาออกแบบการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น โดยมีข้อเสนอเบื้องต้นให้นำงบประมาณประมาณ 10% หรือราว 400–500 ล้านบาท มาทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกัน พร้อมกำหนด KPI สำหรับวัดผลของแต่ละโครงการ
ตั้งทีม สธ.-สสส. คุยแล้ว 2 รอบ
แนวทางดังกล่าวเริ่มขยับแล้ว โดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองหน่วยงาน ฝั่งกระทรวงสาธารณสุขนำโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงอธิบดีกรมที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค เพื่อร่วมกันพิจารณาว่างานใดของกระทรวงสามารถนำมาทำร่วมกับ สสส. ได้
ปัจจุบันคณะทำงานประชุมแล้ว 2 ครั้ง โดยขอบเขตที่กำลังหารือครอบคลุมตั้งแต่ วัคซีน การป้องกันและควบคุมโรค สุขอนามัย และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งหลายเรื่องเป็นภารกิจที่กรมต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่แล้ว แต่บางส่วนยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการขยายงานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
ข้อเสนอเบื้องต้นของ รมว.สาธารณสุข คือ ให้เริ่มจากงบประมาณประมาณ 10% ของงบที่ สสส. ได้รับ หรือประมาณ 400–500 ล้านบาท
“อยากจะได้ประมาณสัก 10% บวกลบ ก็คือประมาณ 400–500 ล้านบาท ที่จะจัดมาทำงานร่วมกัน ให้เกิดผลลัพธ์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน”
รมว.สาธารณสุขระบุว่า ในที่ประชุมกรรมการ สสส. มีกรรมการหลายคนตอบรับข้อเสนอในทิศทางบวก และมองว่าน่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้
ตั้งคำถามกระจายเงินโครงการละ 5 หมื่น–2 แสน
หนึ่งในประเด็นที่ รมว.สาธารณสุขหยิบขึ้นมาพูดถึง คือรูปแบบการกระจายงบประมาณไปยังโครงการขนาดเล็กจำนวนมาก โดยระบุว่า หากมีการกระจายเงินโครงการละ 50,000 บาท 100,000 บาท หรือ 200,000 บาท เป็นหลักร้อยหรือหลักพันโครงการ แต่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมาได้ การนำเงินมาทำโครงการขนาดกลางหรือขนาดใหญ่อาจให้ผลลัพธ์มากกว่า
“ถ้าเรากระจายงบประมาณลงไป โครงการละ 50,000 บาท 100,000 บาท 200,000 บาท เป็นร้อยๆ พันๆ โครงการ แล้วมันไม่เกิดมรรคผลใดๆ ออกมา สู้เทียบกับการนำโครงการขนาดไซส์กลางหรือไซส์ใหญ่ลงมาทำงาน แล้วเอาองคาพยพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของ สธ. เอง ของ สสส. เอง หรือพันธมิตรเครือข่าย มาทำงานร่วมกันในจุดที่แต่ละฝ่ายมีความถนัด ชำนาญเฉพาะเจาะจง ก็น่าจะเกิดมรรคผลและผลลัพธ์ได้ดีกว่า”
เมื่อถูกถามว่า การนำงบประมาณ สสส. มาทำงานกับหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข จะถูกมองว่าเป็นการแย่งทรัพยากรหรือไม่ เนื่องจากกรมต่างๆ มีงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว ขณะที่งบ สสส. ยังถูกกระจายไปยังกลุ่มอื่นที่ไม่มีงบประจำปี
รมว.สาธารณสุขระบุว่า ไม่ได้มองเรื่องนี้ในมิติของการแย่งงบประมาณ แต่พิจารณาจากผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
ย้ำเงิน สสส. ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์
อีกคำถามสำคัญ คือ มีความกังวลว่า เงิน สสส. ส่วนนี้จะถูก สธ.นำไปช่วยโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาขาดทุนหรืองบประมาณไม่เพียงพอหรือไม่?
รมว.สาธารณสุขยืนยันว่า เงินยังต้องถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ของ สสส. พร้อมถามกลับว่า
"จะเอาไปอุดการขาดทุนของรพ.ยังไง?"
พร้อมระบุว่าเป็นคำถามที่ทำให้เกิดการแตกแยกมากกว่า ทั้งๆ ที่ควรทำงานร่วมกัน
โดย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลสุขภาพประชาชนมี KPI ที่ชัดเจนของตนเอง ในทางกลับกันเงินในส่วนที่ควรจะนำมาใช้เพื่อ "สร้างเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรค" ซึ่ง สสส. ก็มีหน้าที่ที่จะต้องสนับสนุนส่วนนี้ตามวัตถุประสงค์ ก็ควรจะมาสนับสนุนงานส่วนนี้ของกระทรวงฯ เช่นกัน
ตัวอย่างที่ รมว.สาธารณสุขยกขึ้นมา คือ งานควบคุมโรคตามแนวชายแดน ซึ่งกรมควบคุมโรคมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าต้องควบคุมโรคใด กลุ่มเป้าหมายคือใคร และดำเนินการด้วยวิธีใด ควรส่งเสริมและป้องกันอย่างไร แต่บางครั้งการทำงานติดข้อจำกัด จนสุดท้ายอาจต้องนำ “เงินบำรุงโรงพยาบาล” มาใช้แทน
“เงินบำรุงของโรงพยาบาลกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วนี่คือปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข”
สธ.-สสส. เตรียมตั้ง KPI ร่วมรายโครงการ
นอกจากการจัดสรรงบประมาณ อีกส่วนของโมเดลคือการกำหนด KPI สำหรับโครงการที่ทำร่วมกัน
รมว.สาธารณสุขระบุว่า ไม่ได้หมายความว่า สสส. จะต้องนำ KPI ของกระทรวงสาธารณสุขไปใช้ แต่โครงการที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันควรกำหนด KPI โดยทั้งสองฝ่าย
“KPI เหล่านี้ที่ใช้เงินจากหน่วยงานของท่าน จะต้องเป็น KPI ที่ สธ. และหน่วยงานของท่านร่วมเซ็ตมาด้วยกัน”
เมื่อถูกถามว่า KPI ดังกล่าวจะกลายเป็น KPI กลางสำหรับหน่วยงานอื่นหรือไม่
รมว.สาธารณสุขระบุว่า อาจเรียกว่าเป็น KPI ที่กำหนดขึ้นสำหรับโครงการนั้นๆ มากกว่า
ส่วนคำถามว่าจำเป็นต้องแก้กฎหรือระเบียบของ สสส. และกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ รมว.สาธารณสุขประเมินว่าไม่น่ามีความจำเป็น ตราบใดที่การดำเนินงานยังอยู่ภายใต้การสร้างเสริมสุขภาพ
เปิดงบ สสส. มีโครงการระดับ “หลักพันล้าน” ต่อปี
เมื่อย้อนดูขนาดงบประมาณของ สสส. ตามแผนหลัก พ.ศ. 2566–2570 กำหนดกรอบวงเงินปี 2568 สำหรับอนุมัติโครงการใหม่ไว้ 4,211.81 ล้านบาท วงเงินเบิกจ่ายอุดหนุนโครงการ 3,886.54 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรและบริหารสำนักงาน 442.68 ล้านบาท
ส่วนกรอบงบประมาณปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 4,579.89 ล้านบาท กระจายอยู่ในแผนงานต่างๆ ทั้งการควบคุมยาสูบ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด ความปลอดภัยและปัจจัยเสี่ยงทางสังคม กิจกรรมทางกาย สุขภาวะชุมชน และการสร้างโอกาสสร้างเสริมสุขภาวะ
เมื่อดูจำนวนโครงการ ข้อมูลจากรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2566 ของ สสส. ระบุว่า มีการเบิกจ่ายงบประมาณให้ โครงการใหม่และโครงการต่อเนื่องรวม 3,046 โครงการ เป็นเงินรวม 3,402.05 ล้านบาท
ขณะที่เฉพาะ แผนสร้างสรรค์โอกาสสร้างเสริมสุขภาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกของ สสส. มีการสนับสนุนพื้นที่ทั่วประเทศมากกว่า 2,000 โครงการต่อปี ผ่านกลไกหน่วยจัดการทั้งระดับจังหวัด กลุ่มประชากร และประเด็นสุขภาพ.







