
“มหากิจศิริ” เปิดศึกเนสท์เล่รอบใหม่ ร้อง กขค. ใช้อำนาจเหนือตลาด-กีดกัน QCP เรียกค่าเสียหาย 1 แสนล้าน
ศึก “เนสกาแฟ” ยังไม่จบ “ประยุทธ มหากิจศิริ” ยื่นร้องคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า กล่าวหาเนสท์เล่ใช้อำนาจเหนือตลาดและอำนาจต่อรองแทรกแซง–ขัดขวาง QCP ทั้งยุติคำสั่งซื้อ ปิดโรงงาน โอนย้ายพนักงาน และขัดขวางการกลับมาทำธุรกิจกับรายอื่น พร้อมขอให้ กขค.เร่งสอบและใช้มาตรการตามกฎหมาย ขณะที่ข้อพิพาททางธุรกิจและคดีเรียกค่าเสียหายมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท
KEY
POINTS
- ศึก “เนสกาแฟ” ยังไม่จบ “ประยุทธ มหากิจศิริ” ยื่นร้องคณะกรรมการแข่งขันทางการค้ากล่าวหาเนสท์เล่ใช้อำนาจเหนือตลาด
- และอำนาจต่อรองแทรกแซง-ขัดขวาง QCP ทั้งยุติคำสั่งซื้อ ปิดโรงงาน โอนย้ายพนักงาน และขัดขวางการกลับมาทำธุรกิจกับรายอื่น
- พร้อมขอให้ กขค.เร่งสอบและใช้มาตรการตามกฎหมาย ขณะที่ข้อพิพาททางธุรกิจและคดีเรียกค่าเสียหายมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท
ยืดเยื้อ! ศึก “เนสกาแฟ” ระหว่างตระกูลมหากิจศิริกับ “เนสท์เล่” เดินหน้าสู่สมรภูมิการแข่งขันทางการค้า
ล่าสุด นายประยุทธ มหากิจศิริ ผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยและประธานกรรมการ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ QCP ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาแฟผงสําเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า “NESCAFÉ” ในประเทศไทย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ โดยกล่าวหาว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 มาตรา 50 และมาตรา 57
สาระสำคัญของคำร้อง ระบุว่า กลุ่มบริษัทเนสท์เล่เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดในธุรกิจกาแฟผงสำเร็จรูปในประเทศไทย และเป็นผู้ถือหุ้นอีก 50% ใน QCP ขณะที่ฝ่ายมหากิจศิริถือหุ้นอีก 50%
ผู้ร้องเรียน ระบุว่า เนสท์เล่ใช้อำนาจเหนือตลาดและอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า เพื่อแทรกแซง กีดกัน และขัดขวางการประกอบธุรกิจของ QCP อย่างไม่เป็นธรรม โดยอ้างถึงการยุติคำสั่งซื้อ การสั่งปิดโรงงาน การทำให้เครื่องจักรไม่สามารถใช้งาน การโอนย้ายพนักงาน รวมถึงการปิดพื้นที่โรงงานและการขัดขวางไม่ให้ QCP กลับมาประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบการรายอื่น
ฝ่ายผู้ร้องเรียนเห็นว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและมูลค่าของ QCP และอาจเข้าข่ายพฤติกรรมที่กฎหมายการแข่งขันทางการค้าห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้อำนาจเหนือตลาดหรือกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างของฝ่ายผู้ร้องเรียน และยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานและศาลที่เกี่ยวข้อง
ขอ กขค.เร่งสอบ-สั่งระงับการกระทำ
นายประยุทธระบุในหนังสือร้องเรียนว่า การกระทำที่ถูกร้องเรียนยังคงดำเนินอยู่และก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น จึงขอให้สำนักงาน กขค.รับเรื่องไว้พิจารณา แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนโดยเร่งด่วน และขอให้มีคำสั่งตามมาตรา 60 เพื่อให้ผู้ถูกร้องเรียนยุติการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังขอให้ กขค.ดำเนินการตามคำขออื่นที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียน พร้อมระบุว่า QCP ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนในประเด็นเดียวกันในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความเสียหายโดยตรง และขอให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนทั้งสองฉบับประกอบกัน
จากพันธมิตร สู่ข้อพิพาทหลายสมรภูมิ
ข้อพิพาทระหว่างเนสท์เล่กับครอบครัวมหากิจศิริมีต้นตอจากการร่วมทุน QCP ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ก่อนที่สัญญาที่เกี่ยวข้องจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567
เนสท์เล่ระบุว่า ก่อนสิ้นสุดสัญญาทั้งสองฝ่ายมีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงใหม่ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
โดยเนสท์เล่ระบุว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ว่าการยุติสัญญาเป็นไปตามข้อตกลง ขณะที่ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ยกคำร้องคัดค้านคำชี้ขาดของฝ่ายมหากิจศิริ
ขณะเดียวกัน ข้อพิพาทในประเทศไทยยังมีการดำเนินคดีในหลายประเด็น รวมถึงคดีเรียกค่าเสียหายมูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าและการดำเนินธุรกิจของ QCP มีการเรียกค่าเสียหายประมาณ 100,000 ล้านบาท
และศาลมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 ตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ.







