
เปิดไทม์ไลน์ 'เนอร์สซิ่งโฮมท่าม่วง' ทำไมถึงเปิดมาได้ 20 ปี!
เปิดไทม์ไลน์สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง หลัง สธ.เตรียมเพิกถอนใบอนุญาต พบผู้ดำเนินการเริ่มกิจการตั้งแต่ปี 2549 ทำไมถึงเปิดมาได้นานกว่า 20 ปี! แม้ล่าสุดตรวจพบเปิดพื้นที่-เพิ่มเตียงเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และมีผู้ป่วยจิตเวชเกือบ 100 คนอยู่ภายใน
กรณีสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ในอ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง หลังมีการร้องเรียนเรื่องการปฏิบัติต่อผู้รับบริการ ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า สถานที่แห่งนี้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2549! หรือกว่า 20 ปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ทางกระทรวงสธ. พบความผิดจริง และจ่อสั่งยกเลิกใบอนุญาตภายในวันนี้ คำถามคือ ทำไมเนอร์สซิ่งโฮมแห่งนี้ ถึงประกอบกิจการมาได้นานกว่า 20 ปี
เปิดไทม์ไลน์ จากปี 2549 ถึงวันที่จ่อถูกปิด
จากการแถลงของกระทรวงสาธารณสุขวันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า
ปี 2549 ผู้ประกอบการเริ่มดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงดูผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยผู้ดำเนินการเป็นอดีตพยาบาลที่เคยทำงานในโรงพยาบาลรัฐ สังกัดกองทัพอากาศ
ปี 2559 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดระบบการกำกับและอนุญาตสถานประกอบการประเภทดังกล่าว
ปี 2564 สถานประกอบการแห่งนี้ยื่นขอและได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการต้องยื่นขอใบอนุญาต โดยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง รองรับ 50 เตียง ในพื้นที่ประมาณ 1,600 ตารางเมตร
อธิบดีกรมสบส. ระบุเพิ่มเติมว่าจากการตรวจสอบล่าสุดในปี 2569 เจ้าหน้าที่กลับพบว่า สภาพการดำเนินงานจริงแตกต่างจากสิ่งที่ได้รับอนุญาตอย่างมาก จากที่ได้รับอนุญาต 50 เตียง เจ้าหน้าที่พบเตียงจริง มากกว่า 100 เตียง ขณะที่พื้นที่ซึ่งได้รับอนุญาตประมาณ 1,600 ตารางเมตร กลับมีการใช้งานจริงประมาณ 4,300 ตารางเมตร โดยมีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมจากด้านหลังของสถานประกอบการ
ที่สำคัญคือผู้ที่อยู่ภายในสถานบริการเกือบ 100 ราย ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี ประมาณเกือบ 90 คนที่พบข้อมูลในเวชระเบียนระบุว่าเป็น ผู้ป่วยจิตเวช จึงเกิดข้อแตกต่างสำคัญระหว่างสิ่งที่ได้รับอนุญาต คือ สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง กับลักษณะผู้รับบริการที่พบจริงภายในสถานที่ซึ่งควรจะขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาล!
ทั้งนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า นอกจากปัญหาด้านใบอนุญาต กระทรวงสาธารณสุขยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับเวชระเบียนของผู้ที่พักอยู่ภายใน โดยระบุว่าหลายรายการมีรายละเอียดไม่เพียงพอที่จะประเมินระดับปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างชัดเจน จึงมอบหมายให้กรมสุขภาพจิตส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินและวินิจฉัยผู้ป่วยแต่ละรายใหม่อย่างละเอียด ก่อนพิจารณาส่งต่อไปยังสถานบริการแห่งอื่น
หากญาติต้องการรับผู้ป่วยกลับไปดูแลเอง หรือย้ายไปยังศูนย์อื่น สามารถดำเนินการได้ ส่วนผู้ที่ญาติยังไม่ตัดสินใจ กระทรวงสาธารณสุขจะจัดระบบรองรับผ่านโรงพยาบาลและสถานบริการในสังกัดกรมสุขภาพจิตแทน
“กรงครอบเตียง” ไม่ใช่มาตรฐานดูแลผู้ป่วยทั่วไป
ด้าน นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่า กรณีสถานประกอบการอ้างว่าโครงเหล็กหรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกรงบริเวณเตียงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยจิตเวช กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ไม่สามารถใช้อ้างได้กับผู้ป่วยทั่วไป
การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการอาละวาด คลุ้มคลั่ง หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว อาจจำเป็นต้องมีห้องแยกเฉพาะเพื่อควบคุมพฤติกรรม มีประตูและโครงสร้างที่แข็งแรง รวมถึงวัสดุป้องกันการทำร้ายตัวเอง แต่ปัจจุบันมีแนวทางลดการตีตราผู้ป่วย จึงไม่ควรออกแบบให้มีลักษณะเป็น “กรง” อย่างชัดเจน
แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปกติ รวมถึงผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า การใช้ลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่มาตรฐานการดูแล
จ่อเพิกถอนใบอนุญาตทั้ง 2 ใบ เท่ากับ “ปิด”
โดยสรุป นายพัฒนาระบุว่า ความผิดที่กระทรวงสาธารณสุขตรวจพบเบื้องต้นมีหลายส่วน อาทิ
ประเด็นแรก คือ การดำเนินกิจการนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต ทั้งจำนวนเตียงที่เพิ่มจาก 50 เตียงเป็นมากกว่า 100 เตียง และพื้นที่ใช้งานจากประมาณ 1,600 ตารางเมตรเป็นประมาณ 4,300 ตารางเมตร
ประเด็นที่สอง คือการให้บริการผู้ป่วยจิตเวช ทั้งที่ใบอนุญาตเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า การดูแลผู้ป่วยจิตเวชต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการกักขังหน่วงเหนี่ยว กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอาญา และผู้ได้รับความเสียหายได้แจ้งความกับตำรวจแล้ว
ทั้งนี้ สำหรับสถานประกอบการแห่งนี้ อธิบดีสบส. ระบุว่า จากข้อเท็จจริงและความผิดที่รวบรวมได้ อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารเพื่อออกคำสั่ง เพิกถอนใบอนุญาต ไม่ใช่เพียงพักใช้ใบอนุญาต โดยใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องมี 2 ส่วน ได้แก่ ใบอนุญาตผู้ประกอบการ และใบอนุญาตผู้ดำเนินการ ซึ่งในกรณีนี้ผู้ประกอบการและผู้ดำเนินการเป็นบุคคลเดียวกัน หากคำสั่งเพิกถอนมีผล จะเท่ากับสถานประกอบการแห่งนี้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้
สั่งรีเช็ก 1,200 แห่งทั่วประเทศภายใน 2 เดือน
ผู้สื่อข่าวได้ซักถามถึงการตรวจสอบหลังได้รับใบอนุญาตแล้วว่า หน่วยงานรัฐมีกลไกตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดความผิดปกติจึงเพิ่งถูกตรวจพบ? อธิบดีกรมสบส. ชี้แจงว่า ตามระบบจะมีการตรวจมาตรฐานสถานประกอบการ ทุกปี และหากมีข้อร้องเรียนจะเข้าตรวจเป็นกรณีพิเศษ
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานประกอบการแห่งนี้ มีการยื่นต่อใบอนุญาตผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่รอบการตรวจสถานที่จริงในปีนี้กำหนดไว้ใน เดือนพฤศจิกายน 2569 แต่เกิดกรณีร้องเรียนขึ้นก่อน จึงนำไปสู่การเข้าตรวจสอบก่อนถึงรอบปกติ
อธิบดีสบส. ระบุด้วยว่า กระบวนการต่อใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียมมีการดำเนินการตามระเบียบที่กำหนด ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะนำไปสู่การตรวจสอบสถานประกอบการประเภทเดียวกันทั่วประเทศ โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพสั่งให้ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพทั้ง 12 เขต รวมถึงกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ ตรวจสอบมาตรฐานใหม่ทั้งหมดประมาณ 1,200 แห่งทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน







