
“พัฒนา” นำไทยขึ้นเวที UNGA81 ชูความสำเร็จลดแม่เสียชีวิตต่ำกว่าเป้า SDGs
รมว.สาธารณสุข นำประสบการณ์ระบบสุขภาพไทยขึ้นเวที UNGA81 พร้อมประกาศ 3 แนวทางพัฒนากำลังคน รับโครงสร้างประชากรเปลี่ยน และขยายความร่วมมือกับ UNFPA–ประเทศภาคี
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมเวทีระดับสูงภายใต้กิจกรรมคู่ขนานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น พร้อมนำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทยในการพัฒนาระบบสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงแนวทางพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขต่อประชาคมระหว่างประเทศ
เวที “From Commitment to Action: Integrating Midwifery into Primary Health Care to End Preventable Maternal and Newborn Deaths” จัดขึ้นโดยรัฐบาลบังกลาเทศและสวีเดน ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) เพื่อผลักดันการบูรณาการบริการผดุงครรภ์เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และขยายการลงทุนด้านกำลังคน เพื่อลดการเสียชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิดที่สามารถป้องกันได้
ในการเสวนาหัวข้อ “A New Era of Health Workforce Scaling” นายพัฒนา ระบุว่า ประเทศไทยสามารถลดอัตราส่วนการเสียชีวิตของมารดาลงมาอยู่ที่ประมาณ 28–34 รายต่อการเกิดมีชีพ 100,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่กำหนดเป้าหมายระดับโลกให้ต่ำกว่า 70 รายต่อการเกิดมีชีพ 100,000 คนภายในปี 2573
ข้อมูลจากระบบตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2569 รายงานอัตราส่วนการตายมารดาของไทยล่าสุดอยู่ที่ 28.18 รายต่อการเกิดมีชีพ 100,000 คน ขณะที่ข้อมูลที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า อัตราส่วนดังกล่าวลดจาก 48 รายต่อแสนในปี 2543 เหลือ 34.5 รายต่อแสนในปี 2566 สะท้อนแนวโน้มการลดลงในระยะยาว แม้ตัวเลขในแต่ละระบบข้อมูลและช่วงเวลาจะแตกต่างกัน
นายพัฒนา ระบุว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวมาจาก 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ระบบบริการสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มาตรฐานการดูแลการคลอดในโรงพยาบาล การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ ระบบการเงินและการสนับสนุนบุคลากร และการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน
ชูเครือข่ายกว่า 9,000 แห่ง–อสม.กว่า 1 ล้านคน
ประเทศไทยมีเครือข่ายสถานพยาบาลปฐมภูมิและโรงพยาบาลมากกว่า 9,000 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัด ควบคู่กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมบริการตั้งแต่การฝากครรภ์ การคลอด และการดูแลหลังคลอด ช่วยลดอุปสรรคทางการเงินของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว
ด้านมาตรฐานการดูแล มีการใช้แนวทางความปลอดภัยทางคลินิกระดับชาติสำหรับการคลอดในโรงพยาบาล โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล และผดุงครรภ์ร่วมดูแล ขณะที่ด้านกำลังคน ไทยมีเครือข่ายสถาบันการศึกษาพยาบาลทั่วประเทศ ผลิตพยาบาลและผดุงครรภ์เข้าสู่ระบบปีละหลายพันคน รวมถึงการใช้พยาบาลเวชปฏิบัติขั้นสูงในหน่วยบริการปฐมภูมิและคลินิกการพยาบาล เพื่อขยายการดูแลไปถึงบ้านและชุมชน
อีกกลไกสำคัญคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งทำงานร่วมกับบุคลากรสุขภาพในการให้ความรู้แก่ประชาชน ประเมินสัญญาณเตือนระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด และประสานการส่งต่อผู้มีความเสี่ยงเข้าสู่โรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม รมว.สาธารณสุขยอมรับว่า ระบบยังเผชิญปัญหาภาระงาน การขาดแคลนกำลังคน และค่าตอบแทน แม้จะมีการจัดสรรงบประมาณ สร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล และกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้เพื่อรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบระยะยาว
สถิติเด็กไทยดีขึ้นต่อเนื่อง
ด้านข้อมูล UNICEF ล่าสุดระบุว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดประมาณ 5 รายต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน อัตราการเสียชีวิตของทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีประมาณ 8 รายต่อ 1,000 คน และอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีอยู่ที่ 9 รายต่อ 1,000 คน
สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ตัวเลขลดลงจาก 36.9 รายต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คนในปี 2533 เหลือ 9 รายในปี 2567 สะท้อนพัฒนาการด้านการรอดชีวิตของเด็กไทยในช่วงกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
เปิด 3 แนวทาง สร้างกำลังคนรับโครงสร้างประชากรเปลี่ยน
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับ 3 แนวทางหลัก เพื่อทำให้ระบบสุขภาพสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรและความต้องการด้านสุขภาพในระยะยาว
แนวทางแรก พัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขให้มีความยืดหยุ่นและมีทักษะหลากหลาย เพื่อให้บุคลากรสามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างประชากร ไม่จำกัดเฉพาะการเพิ่มจำนวนบุคลากร แต่ต้องพัฒนาศักยภาพและทักษะให้สามารถทำงานได้หลากหลาย และปรับตัวกับโจทย์สุขภาพใหม่ของประชาชน
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญท่ามกลางปัญหาภาระงาน การขาดแคลนกำลังคน และค่าตอบแทน ซึ่งไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนและรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบควบคู่ไปกับการผลิตกำลังคนใหม่
แนวทางที่สอง เสริมความร่วมมือระดับชุมชนร่วมกับ อสม. โดยใช้เครือข่าย อสม. และบริการสุขภาพปฐมภูมิเป็นกลไกค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งการให้ความรู้ การเฝ้าระวังสัญญาณผิดปกติ และการประสานส่งต่อเข้าสู่สถานพยาบาลอย่างทันท่วงที
เป้าหมายคือทำให้การดูแลไม่เริ่มต้นเมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึงโรงพยาบาลเท่านั้น แต่สร้างระบบเชื่อมโยงตั้งแต่บ้าน ชุมชน หน่วยบริการปฐมภูมิ ไปจนถึงโรงพยาบาล โดยเฉพาะการดูแลหญิงตั้งครรภ์ มารดาหลังคลอด และทารกแรกเกิด
แนวทางที่สาม สร้างแหล่งงบประมาณภายในประเทศที่ยั่งยืน ควบคู่กับขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมด้านสุขภาพสามารถดำเนินต่อเนื่องในระยะยาว โดยไทยจะไม่พึ่งเพียงความร่วมมือหรือแหล่งทุนจากภายนอก แต่ต้องสร้างฐานการเงินภายในประเทศที่มีความยั่งยืนควบคู่กัน
ในส่วนของความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยจะใช้กรอบ South-South and Triangular Cooperation หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและความร่วมมือไตรภาคี เป็นกลไกในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และนวัตกรรมระหว่างประเทศ
จับมือ UNFPA ขยายความร่วมมือในภูมิภาค
นายพัฒนา ระบุว่า ไทยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ UNFPA ในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและริเริ่มโครงการสร้างศักยภาพด้านการผดุงครรภ์และสุขภาพมารดากับประเทศภาคีหลายประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว ติมอร์-เลสเต เวียดนาม เนปาล ภูฏาน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ไทยพร้อมขยายความร่วมมือดังกล่าว ทั้งการแบ่งปันประสบการณ์ด้านระบบบริการสุขภาพ การพัฒนากำลังคนและผดุงครรภ์ ตลอดจนการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก องค์การระหว่างประเทศ และภาคีการพัฒนา เพื่อสร้างกำลังคนด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับความท้าทายในอนาคต โดยมีเป้าหมายร่วมในการยุติการเสียชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิดที่สามารถป้องกันได้ทั่วโลก







