
7 ข้อ First Jobber ต้องรู้จาก CEO หากจะรอดในยุค AI
7 ข้อ First Jobber ต้องรู้ หากจะเป็นคนทำงานที่อยู่รอดในยุค AI เปิดบทเรียนจาก CEO True-คนรุ่นใหม่ 7 องค์กร ในเวที HOPE CLUB
โลกการทำงานจริงไม่มีโจทย์และเฉลยเหมือนในห้องเรียน และ AI กำลังเปลี่ยนทั้งงานและทักษะที่องค์กรต้องการ HOPE CLUB “เจอนี่ First Jobber” ชวน CEO True และคนทำงานรุ่นใหม่จาก TRUE, Bitkub, Bluebik, LINE MAN Wongnai, SCBX, Brilliant & Million และ YELL ถอดบทเรียนโลกการทำงาน ตั้งแต่การปรับตัวในองค์กร ทักษะที่จำเป็น การใช้ AI ไปจนถึง Work-Life Balance
SPRiNG ร่วมกับ True Corporation จัดกิจกรรม HOPE CLUB ในหัวข้อ “เจอนี่ First Jobber” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการทำงานของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การปรับตัวในองค์กร ทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานจริง การใช้ AI ไปจนถึง Work-Life Balance
กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ True Digital Park โดยมีตัวแทนคนรุ่นใหม่จากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ TRUE, Bitkub, Bluebik, LINE MAN Wongnai, SCBX, Brilliant & Million และ YELL ร่วมพูดคุยกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
และนี่คือ 7 ข้อที่ Fist Jobber ต้องรู้ หากจะเป็นคนทำงานที่รอดในยุค AI
1. โลกการทำงานจริง ไม่มีโจทย์และเฉลยเหมือนในห้องเรียน
กมลลักษณ์ พินธุโสภณ Senior Associate, True Next Gen, Human Resources สะท้อนว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างมหาวิทยาลัยกับโลกการทำงาน คือ ตอนเรียนมักได้รับโจทย์มาแล้วและมีหน้าที่หาวิธีแก้ แต่เมื่อทำงานจริง หลายครั้งต้องค้นหาให้ได้ก่อนว่า “ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร”
เพราะสิ่งที่หัวหน้าต้องการ สิ่งที่ลูกค้าบอก และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ตรงกัน คนทำงานจึงต้องมีทั้ง Problem Solving และ Problem Framing รวมถึงรับมือกับข้อมูลที่ไม่ครบ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา และการทำงานร่วมกับคนหลายฝ่าย
ด้าน ดล กรฤทธา International Business Manager, YELL มองว่า สิ่งสำคัญที่นำจากมหาวิทยาลัยมาใช้ในโลกการทำงาน คือ “วินัยและความรับผิดชอบ” เพราะเมื่อเข้ามาทำงานจริง จะไม่มีใครคอยป้อนโจทย์และกำหนดทุกขั้นตอนให้เหมือนในห้องเรียน
2. Hard Skills สำคัญในวันแรก แต่ Soft Skills สำคัญขึ้นเมื่อเติบโต
ญาณิศา มัตยะสุวรรณ Management Consulting Manager บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik มองว่า ช่วงแรกของการทำงาน Hard Skills เป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ความสามารถ แต่เมื่อเติบโตขึ้น Soft Skills ทั้งการสื่อสาร การเป็นผู้นำ และการนำเสนอจะยิ่งมีบทบาท และเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเส้นทางการทำงาน
ส่วน ทวิฉัตร ธานีรัตน์ Senior Business Partnerships Manager บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (Bitkub Capital Group) ซึ่งเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เล่าว่า ทักษะจากสิ่งที่เรียนอย่าง “ศิลปะทางการทูต” สามารถนำมาปรับใช้กับงาน Business Development ได้ ทั้งการประนีประนอม การทำความเข้าใจตัวตน และการอ่านวิธีคิดของคนที่ต้องทำงานด้วย
3. “งานแรก” ไม่จำเป็นต้องเป็นงานสุดท้าย
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าถึงเส้นทางอาชีพของตัวเอง ซึ่งเริ่มจากการเป็นครู ก่อนผ่านงานโฆษณา การเมือง การเรียนต่อ และเข้าสู่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยเสนอแนวคิด “Grab and Go” ว่า คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องรีบกำหนดเส้นทางอาชีพทั้งชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ควรทำโอกาสที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด และพร้อมคว้าโอกาสใหม่เมื่อเข้ามา
“ไม่ต้องวางแผนชีวิตเร็วนักหรอก สิ่งที่ควรทำคือการทุ่มเทสุดกำลังในทุกโอกาสที่อยู่ตรงหน้า เมื่อมีจังหวะใหม่ๆ เปิดกว้าง ก็พร้อมเดินหน้าและไปต่อ”
มุมมองนี้ยังชวนตั้งคำถามกับภาพจำเรื่อง Job Hopping เพราะการเปลี่ยนงานอาจไม่ได้หมายถึงความไม่อดทนเสมอไป แต่อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทดลองสิ่งใหม่และขยายประสบการณ์ให้กว้างขึ้น เพราะการอยู่ใน Comfort Zone นานเกินไป ก็อาจทำให้การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ลดลง
ด้าน พงศ์พล ตั้งพิกุลทอง Software Engineer ที่ LINE MAN Wongnai สะท้อนอีกมุมว่า แม้มหาวิทยาลัยจะพยายามนำมิติด้านธุรกิจเข้ามาอยู่ในการเรียนมากขึ้น แต่การเป็นผู้ประกอบการไม่ได้เกิดจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยแรงผลักดันและความมุ่งมั่นจากตัวผู้เรียนเอง
4. AI ไม่ได้ทำให้ First Jobber หมดความหมาย
เมื่อพูดถึงอนาคตของเด็กจบใหม่ ซิกเว่มองว่า องค์กรในอนาคตอาจมีโครงสร้างคล้ายนาฬิกาทราย ด้านบนยังต้องการคนที่มีประสบการณ์และวิจารณญาณ ขณะที่ด้านล่างยังต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีและพฤติกรรมของ Generation ตัวเอง ส่วนงาน Routine บางประเภทในระดับกลางอาจได้รับผลกระทบจาก Automation มากขึ้น
ซิกเว่ยังเปรียบ AI เหมือนซูเปอร์คาร์ ที่จะช่วยให้เราไปได้เร็วขึ้น ถ้าคุณขับรถเก่งอยู่แล้ว ก็จะยิ่งไปได้ไกลกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเขาไม่เชื่อว่า AI จะทำให้งานของเด็กจบใหม่หายไปทั้งหมด
5. “ใช้ AI ให้เก่ง และเป็นมนุษย์ให้เก่ง”
ของขวัญ ลิมพะสุต Senior Strategic Intelligence and Research Innovation Associate, SCBX มองว่า คนรุ่นใหม่ต้องพัฒนาตัวเองสองด้านควบคู่กัน คือ “ใช้ AI ให้เก่ง และเป็นมนุษย์ให้เก่ง” เพราะแม้ AI จะสร้างผลลัพธ์ได้ดี แต่หากไม่สามารถสื่อสาร เชื่อมโยง หรือทำงานร่วมกับคนอื่น ผลลัพธ์นั้นก็อาจไม่สามารถสร้างคุณค่าได้เต็มที่
ด้าน พงศ์พล ตั้งพิกุลทอง จาก LINE MAN Wongnai มองจากประสบการณ์ของวิศวกรว่า AI ยังต้องอาศัยอินพุตและการสั่งการที่ชัดเจนจากมนุษย์ การใช้ AI มากขึ้นจึงไม่ได้ทำให้ความรู้พื้นฐานหมดความสำคัญ แต่ยิ่งทำให้คนทำงานต้องรู้ว่าควรสั่ง ตรวจสอบ และนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้อย่างไร
ขณะที่ กิตติภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา Creative Art Director, Brilliant & Million เล่าจากการใช้ AI สร้างงานภาพว่า ผลลัพธ์จาก AI ยังมีข้อจำกัดด้านความลุ่มลึกทางความคิดและการสื่อสารแก่นของคอนเทนต์ หลายครั้งจึงยังต้องอาศัยมนุษย์กลับมาตัดสินใจและปรับแก้งาน
6. ไม่ต้องเป็น AI Specialist แต่ต้องมี AI Literacy
นอกจากนี้ วงสนทนาเห็นตรงกันว่า คนทำงานไม่จำเป็นต้องเป็น AI Specialist ทุกคน แต่ควรมี AI Literacy ที่เหมาะสมกับงาน พร้อมรักษาความรู้พื้นฐาน วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการทำงานกับคน เพราะคู่แข่งในอนาคตอาจไม่ใช่ AI โดยตรง แต่คือ “คนที่สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า”
7. Work-Life Balance ไม่มีสูตรเดียวสำหรับทุกคน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Work-Life Balance โดยซิกเว่มองว่า ความสมดุลอาจไม่ได้วัดจากจำนวนชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลับมาถามว่า เรายังรักและสนุกกับสิ่งที่กำลังทำหรือไม่ และยังรู้สึกว่างานมีความหมายกับตัวเองหรือเปล่า
รูปแบบความสมดุลของแต่ละอาชีพอาจแตกต่างกัน แต่สิ่งพื้นฐานที่ไม่ควรนำไปแลกกับงาน ได้แก่ การนอนหลับที่เพียงพอ อาหารที่ดี และการออกกำลังกาย รวมถึงการรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ก่อนที่ความเครียดจากงานจะกลายเป็นต้นทุนด้านสุขภาพ
....
ท้ายสุดนี้ ซิกเว่เปรียบคนทำงานรุ่นก่อนกับ Coach ที่ไม่จำเป็นต้องลงสนามไปวิ่งให้เร็วกว่านักกีฬา หรือเก่งกว่าคนรุ่นใหม่ทุกเรื่อง แต่ควรใช้ประสบการณ์ช่วยวางกลยุทธ์ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเอง เพราะคนรุ่นใหม่คือคนที่พาโลกไปข้างหน้ามาเสมอ
กิจกรรมปิดท้ายด้วยคำถามว่า ท่ามกลาง AI ความไม่แน่นอนของโลกการทำงาน และความแตกต่างระหว่าง Generation คนรุ่นใหม่ยังมี “Hope” อยู่หรือไม่ โดยผู้ร่วมวงต่างเลือกว่ายังมีความหวัง
เพราะแม้โลกการทำงานจะเปลี่ยนเร็วขึ้น แต่ “งานแรก” ไม่จำเป็นต้องเป็นงานสุดท้าย สิ่งที่เรียนมาไม่ได้จำกัดสิ่งที่จะเป็น และเมื่อโลกเปลี่ยน ทุกคนยังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเลือกเส้นทางต่อไปได้อีกครั้ง







