
40ปี ไทยกำจัด ‘หัดเยอรมัน’ สำเร็จ! WHO รับรองแล้ว
WHO รับรองประเทศไทยกำจัด “หัดเยอรมัน” สำเร็จ หลังระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไทยเดินหน้าต่อเนื่อง และใช้วัคซีนป้องกันหัดเยอรมันมานาน 40 ปี
วันที่ 7 กันยายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองประเทศไทยว่าสามารถกำจัดโรคหัดเยอรมัน (Rubella) ในฐานะปัญหาสาธารณสุขได้สำเร็จ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทยที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบครึ่งศตวรรษ
ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยเป็น ประเทศที่ 7 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ WHO (WHO South-East Asia Region หรือ SEARO ประกอบด้วย 11 ประเทศ) ที่ได้รับการรับรองการกำจัดหัดเยอรมัน ต่อจากภูฏาน เกาหลีเหนือ มัลดีฟส์ เนปาล ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต โดยในจำนวนนี้มี 4 ประเทศ ได้แก่ ภูฏาน เกาหลีเหนือ มัลดีฟส์ และติมอร์-เลสเต ที่สามารถกำจัดได้ทั้งโรคหัดและหัดเยอรมัน
ก่อนหน้านี้ WHO มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ก่อนประกาศรับรองผ่านเว็บไซต์ของ WHO เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ว่า ประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อไวรัสหัดเยอรมันประจำถิ่นได้สำเร็จ หลังคณะกรรมการระดับภูมิภาคของ WHO พิจารณาหลักฐานและลงพื้นที่ตรวจประเมินประเทศไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
WHO ระบุว่า การรับรองไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนผู้ป่วย แต่ครอบคลุมทั้งข้อมูลการเฝ้าระวังโรค ระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ความครอบคลุมของวัคซีน การตอบโต้การระบาด และผลการดำเนินงานของระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ก่อนสรุปว่าไทยสามารถตัดวงจรการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นได้ และมีระบบที่สามารถรักษาความสำเร็จดังกล่าวไว้ได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยเริ่มแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค หรือ Expanded Programme on Immunization (EPI) ตั้งแต่ปี 2520 หรือเมื่อ 49 ปีก่อน ก่อนนำวัคซีนที่มีส่วนประกอบของหัดเยอรมันเข้าสู่แผนงานแห่งชาติในปี 2529 โดยเริ่มจากเด็กหญิงวัยประถมศึกษา และขยายไปสู่เด็กทุกคนในปี 2536 ก่อนพัฒนาการให้วัคซีนควบคู่กับระบบเฝ้าระวัง สอบสวนโรค ห้องปฏิบัติการ และการตอบโต้การระบาดอย่างต่อเนื่อง
นายพัฒนาระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทย จากการทำงานร่วมกันตั้งแต่ส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ โรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุข อสม. โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานมารับวัคซีน
จากโรคที่คุกคามทารก สู่หยุดเชื้อประจำถิ่นกว่า 36 เดือน
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในอดีตหัดเยอรมันเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการติดเชื้อในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจทำให้แท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือเกิดกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ส่งผลให้เด็กมีความผิดปกติของหัวใจ การได้ยิน การมองเห็น และความพิการอื่นที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต
WHO ระบุเช่นกันว่า หัดเยอรมันเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และการกำจัดโรคช่วยปกป้องทารกจากความพิการที่สามารถป้องกันได้ ความสำเร็จของไทยจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการลดจำนวนผู้ป่วย แต่รวมถึงการป้องกันผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวในระยะยาว
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลเฝ้าระวังของประเทศไทยพบว่า จำนวนผู้ป่วยหัดเยอรมันและกลุ่มอาการ CRS ลดลงอย่างมาก และไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนมาตั้งแต่ปี 2564
เกณฑ์สำคัญของการได้รับการรับรองจาก WHO คือ ต้องมีหลักฐานว่าไม่มีการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 36 เดือน ควบคู่กับระบบเฝ้าระวังที่มีคุณภาพ สามารถตรวจจับ สอบสวน จำแนกผู้ป่วย และตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม การ “กำจัด” ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีโอกาสพบผู้ป่วยหัดเยอรมันอีก เนื่องจากยังสามารถพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศได้ ไทยจึงต้องรักษาระดับภูมิคุ้มกันของประชากร ปิดช่องว่างในพื้นที่หรือกลุ่มที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ และรักษาความไวของระบบเฝ้าระวังไข้ออกผื่นและระบบห้องปฏิบัติการ เพื่อไม่ให้เชื้อกลับมาตั้งวงจรการแพร่ระบาดประจำถิ่นอีกครั้ง
เป้าหมายถัดไป “โรคหัด”
นพ.มณเฑียร เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” เพิ่มเติมว่า ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคมีเป้าหมายควบคุมโรคที่สามารถยุติได้ด้วยวัคซีนให้มีประสิทธิภาพ ตามแนวทางและพันธสัญญาขององค์การอนามัยโลก โดยหลังความสำเร็จของการกำจัดหัดเยอรมัน เป้าหมายสำคัญถัดไปคือโรคหัด (Measles)
“ก้าวต่อไปจริงๆ จะมีอีกโรคหนึ่งที่เราคิดว่าจะพยายาม คือ ‘หัด’ เพียงแต่ว่าคงต้องใช้ความร่วมมือ และใช้หลายแนวทางช่วยกันในการดำเนินการ” นพ.มณเฑียรกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า ปัจจุบันมีการใช้วัคซีน MMR ซึ่งป้องกันทั้งโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน เหตุใดผลในการควบคุมโรคหัดและหัดเยอรมันจึงแตกต่างกัน นพ.มณเฑียรอธิบายว่า การควบคุมโรคมีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากวัคซีน โดยธรรมชาติของโรคและลักษณะการติดต่อของเชื้อมีผลสำคัญต่อความสามารถในการควบคุมโรคด้วย
โจทย์ของประเทศไทยหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาสถานะการกำจัดหัดเยอรมัน แต่ยังรวมถึงการนำบทเรียนจากระบบวัคซีนและการเฝ้าระวังที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ไปสู่เป้าหมายที่ยากขึ้น คือการยุติการแพร่เชื้อโรคหัดประจำถิ่นในประเทศไทย







