posttoday
อย่ารอแก่! ทำอย่างไร? ลดเสี่ยง “สมองเสื่อม-อัลไซเมอร์” ได้ถึง 45%

อย่ารอแก่! ทำอย่างไร? ลดเสี่ยง “สมองเสื่อม-อัลไซเมอร์” ได้ถึง 45%

03 กันยายน 2569

WHO แนะแนวทางลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมฉบับที่ 2 ชี้ความเสี่ยงมากถึง 45% เชื่อมโยงกับปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ ย้ำ “วิตามิน-โอเมกา 3” ไม่ใช่คำตอบ หากร่างกายไม่ได้ขาด

KEY

POINTS

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมราว 45% สามารถป้องกันหรือชะลอได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การควบคุมโรคประจำตัว การเลิกบุหรี่ และการลดมลพิษทางอากาศ
  • WHO แนะให้มองการป้องกันสมองเสื่อมไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าสู่วัยสูงอายุ เพราะปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเริ่มสะสมตั้งแต่วัยกลางคน
  • แนวทางปฏิบัติที่สำคัญประกอบด้วยการดูแลสุขภาพ(ควบคุมความดัน เบาหวาน น้ำหนัก) การมีกิจกรรมทางสังคมและใช้สมองสม่ำเสมอ รวมถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ เช่น มลพิษทางอากาศ PM2.5 และการดูแลปัญหาการได้ยิน

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่ Executive Summary ฉบับที่ 2 ของ "แนวทางลดความเสี่ยงภาวะการรู้คิดถดถอยและสมองเสื่อม"  เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 หลังจากแนวทางฉบับเต็มเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่จากแนวทางฉบับแรกในปี  2019 หลังองค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา

 

หนึ่งในสาระสำคัญคือ WHO ประเมินว่า ความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมมากถึง 45% อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การขาดกิจกรรมทางกาย ความโดดเดี่ยวทางสังคม มลพิษทางอากาศ รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน

 

ปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 57 ล้านคนทั่วโลก ที่มีภาวะสมองเสื่อม และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด คิดเป็นราว 60–70% ของผู้มีภาวะสมองเสื่อม

 

WHO จึงเสนอให้มองการป้องกันภาวะสมองเสื่อมแบบโดยไม่ต้องรอให้เข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจึงเริ่มดูแล เนื่องจากความเสี่ยงหลายอย่างสามารถสะสมมาตั้งแต่วัยกลางคน และปัจจัยบางชนิดมีความสำคัญแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ

 

ถ้าอยากลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ต้องทำอะไรบ้าง?

WHO ระบุว่า ความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมมากถึง 45% เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ นั่นหมายความว่า แม้อายุและพันธุกรรมจะเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่เริ่มจัดการได้ตั้งแต่วันนี้ โดย ไม่จำเป็นต้องรอให้แก่

 

1. ขยับร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การมีกิจกรรมทางกายไม่ได้ดีเฉพาะหัวใจ แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพสมอง WHO จึงแนะนำให้ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงความสามารถในการคิดและความจำถดถอย

 

2. คุมความดัน เบาหวาน ไขมัน และน้ำหนัก โดยเฉพาะตั้งแต่วัยกลางคน

สุขภาพหัวใจกับสุขภาพสมองเชื่อมโยงกัน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงภาวะอ้วน ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องจัดการ ไม่ควรรอจนสูงอายุแล้วค่อยเริ่ม

 

3. เลิกบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งสองอย่างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการเลิกบุหรี่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านพร้อมกับการลดความเสี่ยงสมองเสื่อม

 

4. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องพึ่ง “อาหารเสริมบำรุงสมอง”

WHO แนะนำรูปแบบอาหารที่สมดุลและดีต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่แนะนำให้คนที่ไม่ได้ขาดสารอาหารกินวิตามินบี วิตามินอี โอเมกา-3 หรือวิตามินรวม เพื่อหวังป้องกันสมองเสื่อมโดยเฉพาะ เพราะหลักฐานปัจจุบันยังไม่สนับสนุนประโยชน์ดังกล่าว

 

5. อย่าปล่อยให้ “หูตึง” โดยไม่ดูแล

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจของแนวทางใหม่ WHO ระบุว่า ผู้ที่สูญเสียการได้ยินอาจได้รับการเสนอให้ใช้เครื่องช่วยฟัง เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความเสี่ยงสมองเสื่อม แม้หลักฐานเรื่องการป้องกันโดยตรงยังมีข้อจำกัด

 

6. อย่าแยกตัวจากสังคม

การพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น หรือรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ได้มีผลเพียงต่อสุขภาพจิต แต่ WHO นำเรื่องกิจกรรมทางสังคม เข้ามาอยู่ในแนวทางลดความเสี่ยงสมองเสื่อมด้วย

 

7. ใช้สมองอยู่เสมอ

WHO แนะนำกิจกรรมฝึกและกระตุ้นการทำงานของสมอง รวมถึงกิจกรรมที่ทำให้ได้คิด เรียนรู้ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สำหรับผู้ใหญ่ที่การทำงานของสมองยังปกติ รวมถึงผู้ที่เริ่มมีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย

 

8. ลดการสัมผัส PM2.5 ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

เรื่องนี้สำคัญกับคนไทยมาก เพราะ WHO นำ มลพิษทางอากาศ เข้ามาอยู่ในแนวทางฉบับใหม่ โดยระบุว่าการลดการสัมผัสมลพิษทางอากาศภายนอก โดยเฉพาะ PM2.5 อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม

 

....

 

WHO ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อมให้หายขาด  การลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรคจึงมีความสำคัญ  โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

ทั้งนี้ ในปี 2019 ภาวะสมองเสื่อมยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลกประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และราวครึ่งหนึ่งของต้นทุนดังกล่าวเกิดจากการดูแลโดยครอบครัวและคนใกล้ชิดโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

 

แนวทางฉบับใหม่จึงสะท้อนว่า การป้องกันสมองเสื่อมอาจต้องเริ่มเร็วกว่าที่หลายคนคิด และไม่ใช่เรื่องของสมองเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงตั้งแต่ หัวใจ หลอดเลือด การได้ยิน การใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ทางสังคม ไปจนถึงคุณภาพอากาศที่เราหายใจในแต่ละวัน

ข่าวล่าสุด

'นิพนธ์' ขอบคุณรัฐบาลปลดล็อกนกกรงหัวจุก ฟื้นวิถี-เศรษฐกิจภาคใต้

'นิพนธ์' ขอบคุณรัฐบาลปลดล็อกนกกรงหัวจุก ฟื้นวิถี-เศรษฐกิจภาคใต้