posttoday
ถอดรหัส 3 ผู้นำองค์กรโลก ชี้ช่องเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุน

ถอดรหัส 3 ผู้นำองค์กรโลก ชี้ช่องเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุน

03 กันยายน 2569

เจาะวิสัยทัศน์ 3 ผู้นำองค์กรโลก บนเวทีเสวนาเชิงลึก “The Global Acceleration Economy: De-Risking the Decade for ASEAN” เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุนระกับสากล

KEY

POINTS

  • World Bank แนะให้ไทยเน้นการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง และกระจายโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี AI สู่ SMEs และพื้นที่นอกกรุงเทพฯ เพื่อสร้างการเติบโตใหม่
  • ที่ปรึกษา MUFG ชี้ว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน พร้อมเปิดโอกาสการลงทุนใน Blended Finance เพื่อเป้าหมาย Net Zero
  • IFC เสนอให้ภาคเอกชนไทยปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างขีดความสามารถและนวัตกรรมมูลค่าสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ

การประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เวทีเสวนาเชิงลึก หัวข้อ “The Global Acceleration Economy: De-Risking the Decade for ASEAN” ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการวิเคราะห์ทิศทางอนาคตของประเทศไทย ข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำ 3 ท่าน ได้สะท้อนทั้ง “โอกาสทอง” และ “โจทย์หิน” ที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนจำเป็นต้องรับมืออย่างตรงไปตรงมา 

 

ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วย “การปฏิบัติจริง” และกระจายโอกาส AI สู่ระดับภูมิภาค

 

Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ได้แนะนำรายงานการศึกษาสำคัญ “Building Thailand's Future Today” โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศรายได้ปานกลางที่ต้องเผชิญ พร้อมเสนอทางออกผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 

 

1.การพัฒนาทุนทางกายภาพและทุนมนุษย์

2.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน

3.การระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างวิสาหกิจและการจ้างงานในวงกว้าง

 

Mr. Carlos Felipe Jaramillo ย้ำว่าสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การวิจัยหรือวางแผน แต่คือขั้นตอนการนำไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ดu สัญญาณบวกคือการที่ภาครัฐและเอกชนไทยกำลังร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ. หรือ JPPCC) เพื่อผลักดันวาระการปฏิรูปนี้ให้เกิดผลจริง

 

แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยอดเยี่ยมและมีการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรม รวมถึง Data Center แต่ว่ามีบริษัทไทยเพียง 12% เท่านั้น ที่เข้าถึงและใช้งาน AI ในปัจจุบัน

 

ความท้าทายนี้คือโอกาสของนักลงทุนในการพัฒนาโซลูชันเพื่อกระจายการเข้าถึง AI ไปยังกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงการขยายการเติบโตออกไปนอกกรุงเทพฯ ลดภาวะ Bangkok-centric เพื่อดึงดูดผลิตภาพใหม่ ๆ เข้าสู่เมืองรองและชุมชนต่างจังหวัด 

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meeting) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการต้อนรับผู้คนนับพันจากทั่วทุกมุมโลก และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่

 

Mr. Carlos Felipe Jaramillo แนะนำภาคธุรกิจไทยในการเตรียมการต้อนรับผู้มาเยือนว่า ควรแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก และในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่ายังมีอีกหลายด้านที่จะต้องพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกร่วมกับเพื่อน ๆ ในภูมิภาคเอเชีย

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวหลายประการ สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการแสดงความพร้อมที่จะนำข้อเสนอต่าง ๆ ไปผลักดันสู่การปฏิบัติจริง โดยจะต้องมีการผลักดันทั้งภาครัฐในจุดที่จำเป็น ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศไทย เพื่อร่วมมือกันเผชิญหน้ากับความท้าทายและผลักดันการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปในครั้งนี้ คือการนำพาประเทศไทยให้สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้สำเร็จในอีก 12 หรือ 13 ปีข้างหน้า

 

มาตรฐานสากลใหม่ โอกาสลงทุนใน Transition & Blended Finance

 

Mr. Masamichi Kono ที่ปรึกษาอาวุโส MUFG Bank และกรรมการ IFRS Foundation เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งกระบวนการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2561 และได้เริ่มต้นขั้นตอนสมัครอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2567

 

โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอน “การทบทวนทางเทคนิค” (Technical Review Process) คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของ OECD กำลังเปรียบเทียบโครงสร้างนโยบายและแนวปฏิบัติของไทยในภาคส่วนสำคัญ เช่น สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับมาตรฐานสูงสุดของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการปฏิรูปนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความโปร่งใสให้แก่นักลงทุนต่างชาติอย่างมหาศาล

 

Mr. Masamichi Kono ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีความดึงดูดใจสูงสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นและต่างชาติ จากทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ASEAN+3 ประกอบกับเครือข่ายสถาบันการเงินที่เหนียวแน่น เช่น ความร่วมมือระหว่าง MUFG และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 

 

ขณะเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero และรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์อุทกภัยร้ายแรงในอดีต ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น นักลงทุนควรจับตาความพยายามในการสร้าง “โครงการเงินกู้แบบผสมผสาน” ที่ร่วมทุนภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน ซึ่ง MUFG และธนาคารญี่ปุ่นรายอื่นกำลังขยายการสนับสนุนนี้ในไทย

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องพัฒนาตลาดที่เสรี เป็นธรรม และเปิดกว้าง บนกฎเกณฑ์สากลสำหรับการค้าและการลงทุน พร้อมกับเร่งดึงดูดและพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความสามารถสูงเข้ามาร่วมทำงานเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน

 

ปรับโมเดลธุรกิจจากปริมาณสู่ขีดความสามารถ หนุน SME ขับเคลื่อนชาติ

 

Mr. Sarvesh Suri รองประธานบริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้วิเคราะห์ถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเคยเติบโตจากการลงทุนภาครัฐ การส่งออก และภาคโครงสร้างพื้นฐาน แต่ปัจจุบันการเติบโตเริ่มชะลอตัวลง การจะพาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือในปี 2580 จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ใหม่

 

โดยภาครัฐต้องตระหนักถึงข้อจำกัดทางการคลังของตนเอง และหันมาพึ่งพาประสิทธิภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตแทน

 

ขณะที่ภาคเอกชนไทยต้องเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณหรือกำลังการผลิตขนาดใหญ่” ไปสู่การสร้าง “ขีดความสามารถและนวัตกรรมมูลค่าสูง” 

 

  • ภาคอุตสาหกรรม: ต้องยกระดับสู่การส่งออกสินค้ามูลค่าสูง
  • ภาคท่องเที่ยว: ต้องปรับเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเน้นปริมาณ ไปสู่ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” และบริการที่มีมูลค่าสูงแก่ทั่วโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนมาตรการจูงใจในการลงทุนเหล่านี้

 

Mr. Sarvesh Suri ระบุว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมไม่ควรจำกัดอยู่แค่ธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับบนสุด 1% หรือกระจุกตัวแค่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องส่งผ่านไปสู่กลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานหลักถึง 70% ของประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ ในระยะอันใกล้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ World Bank และ IMF ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการระดมทุนระดับสากลเพื่อสร้างงานในประเทศ นอกจากนี้ อีก 2 ปีข้างหน้า ไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการบูรณาการทางเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่ตลาดอาเซียนที่จะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573

ข่าวล่าสุด

ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนไอเดียด้วย AI ได้…เครือซีพี–อไรซ์–ทรู ผนึก AWS ชวนคนไทย 18 ปีขึ้นไป

ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนไอเดียด้วย AI ได้…เครือซีพี–อไรซ์–ทรู ผนึก AWS ชวนคนไทย 18 ปีขึ้นไป