
กมธ.สาธารณสุขจี้ตรวจปม “พ่อแม่ทิพย์” ชงบังคับตรวจดีเอ็นเอ
“สกลธี” เผย กทม.เพิกถอนสูติบัตรเท็จแล้ว 27 ราย พบเคสต้องสงสัยทั่วประเทศกว่า 10,000 ราย จี้ สธ.-ตำรวจเร่งขยายผลขบวนการสวมสัญชาติไทย
KEY
POINTS
- กทม.พบกรณีต้องสงสัย 879 รายใน 29 เขต เพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย
- กรมการปกครองพบย้อนหลังมากกว่า 10,000 ราย แต่ยังไม่ได้ตรวจข้อเท็จจริง
- กมธ.เสนอวางหลักเกณฑ์บังคับตรวจดีเอ็นเอ และเชื่อมข้อมูลการเกิดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งตรวจสอบเชิงรุก กรณีขบวนการแจ้งเกิดเท็จโดยใช้ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” เพื่อให้กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์ถือสัญชาติไทย หลังพบกรณีต้องสงสัยย้อนหลังทั่วประเทศมากกว่า 10,000 ราย
นายสกลธีแถลงภายหลังการประชุมติดตามผล โดยเชิญกรุงเทพมหานคร กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเข้าชี้แจง พร้อมระบุว่า กทม.ตรวจสอบข้อมูลระหว่างปี 2560-2569 พบกรณีต้องสงสัย 879 ราย กระจายในพื้นที่ 29 เขต
จากจำนวนดังกล่าว กทม.ตรวจพบการแจ้งเกิดเป็นเท็จและสั่งเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย อีก 810 รายอยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่จะเรียกผู้ปกครองมาสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังพบเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตอาจเกี่ยวข้องในพื้นที่ 3-4 เขต ส่วนสำนักงานเขตธนบุรีได้สั่งให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไว้ก่อน
ด้านกรมการปกครองตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี 2555-2569 พบกรณีต้องสงสัยมากกว่า 10,000 ราย ซึ่งเป็นการแจ้งเกิดที่ระบุว่าพ่อเป็นคนไทยและแม่เป็นชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกรรมาธิการได้ขอเอกสารเพื่อนำมาตรวจสอบต่อไป
นายสกลธีกล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจรหัสพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ และลูก ยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และไม่มีข้อบังคับชัดเจน กรรมาธิการจึงเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ตรวจดีเอ็นเอ เพราะเด็กกลุ่มนี้จะบรรลุนิติภาวะในอีก 5-6 ปี และสามารถถือครองทรัพย์สินได้
ผลตรวจสอบเบื้องต้นยังพบโรงพยาบาลเอกชนต้องสงสัย 10 แห่ง โดยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตธนบุรีพบกรณีเข้าข่าย 160 ราย นายสกลธีมองว่า กระทรวงสาธารณสุขยังทำงานเชิงรับ เพราะกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเข้าตรวจสอบหลังได้รับหลักฐานจากตำรวจ จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเร่งขยายผล เนื่องจากเรื่องนี้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
นายสกลธียังเสนอให้โรงพยาบาลเอกชนบันทึกข้อมูลการเกิดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกับโรงพยาบาลรัฐ เพื่อลดช่องโหว่จากการบันทึกด้วยมือ พร้อมย้ำว่าโรงพยาบาลรัฐอาจมีกรณีต้องสงสัยเช่นกัน แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างครอบคลุม







