
“สกลธี” จี้ “รมว.สธ.” ทำงานเชิงรุก! ปมพ่อแม่ทิพย์ เสนอตรวจ DNA
“สกลธี” จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก หลังพบเคสต้องสงสัยโยง รพ.เอกชน 10 แห่ง ขณะที่ กทม.เพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย เตือนอีก 5-6 ปีเด็กบรรลุนิติภาวะ ถือครองทรัพย์สินได้
วันที่ 3 กันยายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุม กรณีการตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เพื่อติดตามผล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
โดยในส่วนของ กทม.ในการชี้แจงกับคณะกรรมาธิการฯ ครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา แจ้งว่าได้ตรวจสอบย้อนหลังพบ 500 กว่าราย เข้าข่ายต้องสงสัย และมีการตรวจย้อนไปช่วงปี 2560-2569 พบ 879 ราย ใน 29 เขต สำรวจแล้วเป็นเท็จและเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย อยู่ในระหว่างตรวจสอบ 810 ราย ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะต้องเรียกผู้ปกครองมาสอบถาม หรือบางรายอาจรับสารภาพเอง ส่วนข้าราชการของสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องพบ 3-4 เขต ซึ่งสำนักงานเขตธนบุรี ได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน
“ส่วนของกรมการปกครอง ตรวตสอบย้อนไปช่วงปี 2555-2569 หรือในช่วง 14-15 ปี ตัวเลขต้องสงสัยว่าพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนต่างด้าว จำนวน 10,000 กว่าราย โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอเอกสารไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง” นายสกลธี กล่าว
นายสกลธี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ หรือการตรวจรหัสพันธุกรรม เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีสภาพบังคับ ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงให้ข้อเสนอแนะว่าอาจจะต้องออกเป็นหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน โดยอนาคตในอีก 5-6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงดังกล่าว จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ซึ่งหากยังตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ เรื่องก็ยังคงค้างคาอยู่ต่อไป
ขณะที่ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบมีกรณีต้องสงสัยในโรงพยาบาลเอกชน 10 แห่ง โดยโรงพยาบาลในเขตธนบุรีพบ 160 ราย ซึ่งต้องติงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการตรวจสอบโรงพยาบาลทั้ง 10 แห่ง โดย สปส.นั้น เป็นเพราะ ตร. ส่งเอกสารหลักฐานมา
จึงมองว่าเป็นการทำงานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ดังนั้น ขอฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เร่งดำเนินการ โดยกรณีที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของประเทศ พร้อมฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่เบื้องต้นยังไม่สามารถขยายผลสาวไปถึงขบวนการทั้งหมดได้
เมื่อถามถึงการที่โรงพยาลเอกชนบันทึกข้อมูลการเกิดด้วยมือแทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นช่องโหว่ของขบวนการหรือไม่ นายสกลธี ตอบว่า มีโอกาส โดยกรมการปกครองให้ข้อมูลว่าในส่วนโรงพยาบาลของรัฐใช้การบันทักข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ดังนั้น จึงเป็นข้อเสนอแนะอยากให้ทำในระบบเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าในโรงพยาบาลรัฐจะไม่มีเคสต้องสงสัย เพียงแต่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่าอาจจะมี







