
คลัง เร่งคลอดประกันภัยพิบัติ 30 ล.ครัวเรือน คุ้มครองสูงสุด 7.5 หมื่นล. คาดเริ่มปีงบฯ นี้
คลัง คปภ. เร่งออกประกันภัยพิบัติ รัฐจ่ายเบี้ยประกัน 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี คุ้มครอง 3 ภัยหลัก น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว ทุกครัวเรือนได้สิทธิอัตโนมัติ คาดเริ่มปีงบฯ นี้
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเปิดตัวโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ยประกันทั้งหมด
- รัฐจะจ่ายเบี้ยประกันปีละประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ได้วงเงินคุ้มครองความเสียหายจากภัยพิบัติสูงสุดถึง 7.5 หมื่นล้านบาท
- โครงการตั้งเป้าหมายให้สามารถเริ่มได้ภายในปีงบประมาณนี้ โดยจะคุ้มครองภัยธรรมชาติหลัก 3 ประเภท คือ น้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว
รัฐบาลเดินหน้าปรับระบบรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่ จากเดิมที่ภาครัฐต้องรับความเสี่ยงและใช้งบกลางเยียวยาความเสียหายเมื่อเกิดเหตุ มาเป็นการนำความเสี่ยงเข้าสู่ระบบประกันภัย เพื่อให้มีเงินรองรับความเสียหายอย่างเป็นระบบ และช่วยให้การวางแผนงบประมาณของรัฐมีความแน่นอนมากขึ้น
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลักการสำคัญของโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คือ การเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ ด้วยการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาครัฐเข้าสู่ระบบประกันภัย (Risk Transfer) จากเดิมที่รัฐบาลต้องรับภาระความเสียหายจากภัยพิบัติ และใช้งบประมาณของรัฐในการเยียวยาเมื่อเกิดเหตุรุนแรง ซึ่งแต่ละปีไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่าจะเกิดภัยพิบัติในระดับใดและต้องใช้งบประมาณมากน้อยเพียงใด
รัฐบาลเดินหน้าปรับระบบรับมือภัยพิบัติ จากเดิมที่รัฐต้องรับความเสี่ยงและใช้งบกลางเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ เปลี่ยนเป็นนำความเสี่ยงเข้าสู่ระบบประกันภัย เพื่อมีเงินรองรับความเสียหายอย่างเป็นระบบ และช่วยให้รัฐวางแผนงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลักการสำคัญของโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คือ การเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ ด้วยการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาครัฐเข้าสู่ระบบประกันภัย (Risk Transfer) จากเดิมที่รัฐบาลต้องรับภาระความเสียหายจากภัยพิบัติ และใช้งบประมาณของรัฐในการเยียวยาเมื่อเกิดเหตุรุนแรง ซึ่งแต่ละปีไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่าจะเกิดภัยพิบัติในระดับใดและต้องใช้งบประมาณมากน้อยเพียงใด
“เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาครัฐสู่ระบบประกันภัย จากเดิมที่รัฐต้องคอยแบกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมดทุกปี และต้องดึงเงินจากงบกลางมาเยียวยาจำนวนมหาศาล เสี่ยงมากเสี่ยงน้อยแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน ถ้าเกิดเหตุรุนแรงเมื่อไหร่ก็ต้องมาใช้เงินงบประมาณคือเงินงบกลาง เพราะเราไม่รู้หรอกว่าภัยพิบัติจะเกิดรุนแรงแค่ไหน วิธีนี้คือเอาความเสี่ยงออกจากเงินรัฐ แล้วมีการบริหารระบบประกันภัยที่เป็นสากล”
นายลวรณ กล่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้ระบบประกันภัยจะช่วยให้รัฐบริหารงบประมาณได้ดีขึ้น เพราะแทนที่จะต้องเตรียมเงินไว้รองรับความเสียหายที่ไม่แน่นอน รัฐจะกำหนดค่าใช้จ่ายเป็นเบี้ยประกันล่วงหน้า และให้ระบบประกันภัยเข้ามารับความเสี่ยงแทน
รัฐจ่าย 1.5 หมื่นล้าน คุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน
นายลวรณ กล่าวว่า ปัจจุบันเมื่อเกิดภัยพิบัติและมีการประกาศเขตภัยพิบัติ รัฐต้องใช้งบประมาณผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ระบบใหม่ รัฐจะจ่ายเบี้ยประกันภัยประมาณ 15,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อแลกกับวงเงินคุ้มครองความเสียหายสูงถึงประมาณ 75,000 ล้านบาท
“ผมฟังจาก ปภ. เขาบอกว่าประมาณปีละ 30,000 ล้าน โดยเฉลี่ย เพราะฉะนั้นถ้าเราดึง 15,000 ล้าน แล้วมาทำประกันภัย ซึ่ง Cover ไปสูงถึง 75,000 ล้านความเสียหาย ผมคิดว่าน่าสนใจ เมื่อเทียบระหว่างงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในปัจจุบันกับเบี้ยประกันที่จะจ่ายล่วงหน้า”
สำหรับโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ จะครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ยประกันทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ โดยประชาชนไม่ต้องลงทะเบียนเพื่อซื้อกรมธรรม์ หรือสมัครเข้าร่วมโครงการด้วยตัวเอง เพราะรัฐบาลจะจัดทำประกันภัยให้ครัวเรือนที่อยู่ในข่ายความคุ้มครองทั่วประเทศ
เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นไม่ว่าพื้นที่ไหน ครัวเรือนที่อยู่ในข่ายความคุ้มครองจะได้รับสิทธิตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนไปสมัครหรือซื้อประกันภัยด้วยตัวเอง และไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมเพื่อเข้าร่วมโครงการ ถือเป็นการออกแบบระบบให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติที่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด
3 ภัยหลัก คุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท
กรอบกรมธรรม์จะครอบคลุมภัยธรรมชาติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว ส่วนอัคคีภัยหรือไฟไหม้ยังไม่รวมอยู่ในระบบ เนื่องจากการประเมินของ คปภ. และผู้เกี่ยวข้องเห็นว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัยในระดับใหญ่และกระทบเป็นวงกว้างทั่วประเทศอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับการจ่ายเงิน เบื้องต้นกรณีน้ำท่วมจะมีการจ่ายเงินก้อนแรก 10,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ก่อนประเมินความเสียหายของทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยวงเงินคุ้มครองรวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง ขณะที่วาตภัยและแผ่นดินไหว มีเงินจ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท และวงเงินรวมสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติตามเงื่อนไขความคุ้มครอง จะได้รับเงินผลประโยชน์ 2 ล้านบาทต่อราย
ใช้ดาวเทียมเร่งจ่ายเงินก้อนแรก
นายลวรณ กล่าวว่า ระบบใหม่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบความเสียหาย โดยเฉพาะการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่ใดเกิดน้ำท่วมจริง และมีระดับน้ำหรือขอบเขตความเสียหายมากน้อยเพียงใด
ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้การจ่ายเงินก้อนแรกทำได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจทุกจุด ขณะที่การประเมินความเสียหายของทรัพย์สินในขั้นต่อไป บริษัทประกันภัยจะลงพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียดและพิจารณาค่าสินไหมตามความเสียหายจริง
นายลวรณ กล่าวว่า การรับประกันภัยขนาดใหญ่ระดับประเทศจะไม่ประเมินความเสี่ยงเป็นรายปี แต่ต้องมองระยะยาว 5-10 ปี เนื่องจากภัยพิบัติแต่ละปีมีความรุนแรงไม่เท่ากัน บางปีความเสียหายสูง บางปีเกิดเหตุไม่มาก จึงต้องนำความเสี่ยงมาบริหารเฉลี่ยในระยะยาว
นอกจากนี้ จะใช้กลไก Reinsurance หรือการประกันภัยต่อ ส่งต่อความเสี่ยงบางส่วนไปยังตลาดประกันภัยต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด
ไม่ตั้งกองทุนใหม่ ใช้บริษัทประกัน 50 แห่ง
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะไม่มีการจัดตั้งกองทุนหรือหน่วยงานใหม่ แต่จะใช้กลไกของสมาคมประกันวินาศภัยเป็นผู้บริหารจัดการ และกระจายงานไปยังบริษัทประกันวินาศภัยที่มีอยู่ประมาณ 50 บริษัท
ขณะที่การจัดสรรความเสี่ยงจะพิจารณาจากขนาดทุน ฐานะการเงิน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบริษัท เพื่อไม่ให้บริษัทขนาดเล็กรับความเสี่ยงมากเกินศักยภาพ โดยมีหลักการใกล้เคียงกับระบบประกันภัยพืชผล แต่ขยายขนาดมาเป็นการบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ
คปภ.วางกรอบแล้ว เล็งเริ่มรอบปีงบประมาณนี้
นายลวรณ กล่าวว่า ปัจจุบัน คปภ. ได้ออกแบบแนวทางและกรอบกรมธรรม์เบื้องต้นแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด คปภ. โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายให้สามารถเริ่มโครงการได้เร็วที่สุดภายในรอบปีงบประมาณนี้ ซึ่งเหลือเวลาเตรียมการประมาณ 1 เดือน
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเดินหน้ารายละเอียดของระบบ การจัดทำกรมธรรม์ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติสามารถเริ่มทำงานได้ตามเป้าหมาย และเปลี่ยนการรับมือภัยพิบัติของไทยจากการรอใช้งบเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า







