
ธปท. ผนึกภาคการเงิน ยกระดับบล็อกบัญชีสกัดฟอกเงิน 10 ก.ย.นี้
ธปท. ร่วมมือกับสถาบันการเงินและ e-Payment ลงนามเจตนารมณ์ร่วมครั้งใหญ่ 10 ก.ย.นี้ บล็อกบัญชีต้องสงสัยใน 1-2 วัน ป้องกันระบบถูกใช้ฟอกเงินและทุจริตคอร์รัปชัน
KEY
POINTS
- ธปท. และภาคการเงิน เตรียมลงนามประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในวันที่ 10 กันยายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการฟอกเงิน
- เป้าหมายหลักของความร่วมมือคือการบล็อกบัญชีต้องสงสัยอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน เพื่อสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในการทุจริต
- กางโรดแมปสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ชูวิสัยทัศน์ “New Horizons” ในการประชุมใหญ่ IMF-World Bank พร้อมเปิดตัว “Bangkok Blueprint” และกรอบความร่วมมือสู้ฟอกเงิน-สแกมเมอร์
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในการประชุมสุดยอดผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 นายวิทยั รตันากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงวิสัยทัศน์สำคัญเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2026 นี้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก
นายวิทยั รตันากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s New Horizons : Empowering People, Building Resilience” ในการประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ว่า ท่ามกลางวิกฤตและความท้าทายระดับโลก ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว (AI) และสังคมสูงวัย
รวมทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เติบโต 5.3% วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เติบโต 3.7% จนถึงหลังโควิด-19 เติบโตเหลือเพียง 2.4% ดังนั้น โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่แค่การฟื้นตัว แต่เป็นการสร้างความยืดหยุ่นและศักยภาพเพื่อการเติบโตระยะยาว
4 เสาหลัก “New Horizons: Empowering People, Building Resilience”
ประเทศไทยได้กำหนดแนวคิดหลักสำหรับการประชุมใหญ่ IMF-World Bank ภายใต้หัวข้อ “New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
1.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI (Digital & AI Transformation) มุ่งเน้นการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF)
2.การสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่แบ่งฝ่าย (Resilience in a Fragmented World) ชูจุดแข็งของไทยในฐานะศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจ มีความเสถียรภาพ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ
3.โครงสร้างการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน (Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการจัดทำ Thailand Taxonomy และการสนับสนุนทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน
4.เศรษฐกิจอายุวัฒนะ (Longevity Economy) สร้างโอกาสใหม่จากสังคมสูงวัยผ่านอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหารฟังก์ชั่น และชีวการแพทย์
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเติบโตก้าวกระโดด
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลอย่างโดดเด่น โดยระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) มีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 83 ล้านบัญชี และมีการทำธุรกรรมสูงถึง 2.5 พันล้านรายการ เฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 เพียงเดือนเดียว
ขณะที่แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคน ซึ่งเป็นช่องทางหลักช่วยให้ภาครัฐสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภาพรวมมูลค่าการทำธุรกรรมดิจิทัลของไทยเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัวภายใน 4 ปี จาก 2.1 หมื่นล้านบาทในปี 2564 สู่ 4.8 หมื่นล้านบาทในปี 2568
ผลสำเร็จมาตรการปราบปรามภัยการเงิน กวาดล้างเส้นทางฟอกเงิน
อย่างไรก็ดี ปัญหาภัยทางการเงินสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และการโจมตีทางไซเบอร์ต่อภาคธนาคารเพิ่มขึ้นถึง 45% ในปี 2568 เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ธปท. ได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูง ส่งผลให้สถิติผู้เสียหายจากแอปพลิเคชันดูดเงินลดลงจนเหลือศูนย์รายได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2568
นอกจากนี้ ความเสียหายจากการหลอกโอนเงิน ยังลดลงเกือบ 80% จากจุดสูงสุด 8.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/2567 เหลือเพียง 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2/2569
ดังนั้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จ ธปท. เตรียมร่วมมือกับ IMF และ World Bank เพื่อประกาศแนวปฏิบัติสากล “Bangkok Blueprint” ในการสร้างภูมิคุ้มกันบริการทางการเงินจากภัยไซเบอร์ในเวทีระดับโลก
ปิดช่องทางฟอกเงินสินทรัพย์มูลค่าสูง
เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพแปลงเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น ธปท. ได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเชิงรุกคุมเข้ม 4 ช่องทางธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด
- การถอนเงินสดมูลค่าสูง ออกมาตรการจำกัดและตรวจสอบการถอนเงินสด ส่งผลให้ปริมาณการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงถึง 52% นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
- การซื้อขายทองคำออนไลน์ คุมเข้มการถอนทองคำจริง (Physical gold) ปริมาณสูงผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการถอนทองคำน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม (มูลค่าราว 10 ล้านบาทขึ้นไป) ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงถึง 70%
- การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) เพิ่มความเข้มงวดของเพดานการทำธุรกรรมและคุมเข้มการแปลงเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ
- สินทรัพย์ดิจิทัล ร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังการซื้อขายเหรียญ USDT ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติมาเป็นเวลากว่า 1 ปี พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐาน KYC ให้เข้มข้นขึ้น
ผสานพลังปกป้องภาคการเงินไทย 10 ก.ย.นี้
ในวันที่ 10 กันยายน 2569 จะมีการลงนามประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันครั้งใหญ่ระหว่าง ธปท. ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ผู้ให้บริการ Non-bank ผู้ให้บริการ e-Payment และธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา
การร่วมมือครั้งนี้จะมีการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง มีเป้าหมายในการบล็อกบัญชีต้องสงสัยอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน เพื่อไม่ให้ระบบการเงินไทยถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและการทุจริตคอร์รัปชัน
แนวทางปฏิบัติที่สำคัญแบ่งตามกลุ่ม ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ จะบูรณาการข้อมูลภาครัฐยกระดับการตรวจสอบ KYC/CDD และใช้ระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบ (24 Risk Patterns) ของ ธปท.
สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จะเน้นให้ความรู้ด้านการเงินและดิจิทัลแก่กลุ่มเปราะบางเพื่อลดโอกาสการตกเป็นเหยื่อรับจ้างเปิดบัญชีม้า
ผู้ให้บริการ Non-bank ประสานงานส่งต่อข้อมูลธุรกรรมเสี่ยงสูง
ผู้ให้บริการ e-Payment จะคุมเข้มการตรวจสอบร้านค้าและยกระดับ KYC เพื่อคัดกรองบัญชีม้า
กลุ่มธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา ร่วมจัดตั้งฐานข้อมูลกลางกรองกลุ่มเสี่ยง







