posttoday
ลงทุน 7,000 ล้าน สร้างฐานพันธุกรรมคนไทย หากเปิดเอกชนใช้ แล้วประชาชนได้อะไรกลับมา?

ลงทุน 7,000 ล้าน สร้างฐานพันธุกรรมคนไทย หากเปิดเอกชนใช้ แล้วประชาชนได้อะไรกลับมา?

31 สิงหาคม 2569

จากฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย 50,000 รายในโครงการ Genomics Thailand สู่สินทรัพย์ใหม่ที่น่าจับตาของประเทศ เปิดกติกาใครใช้ข้อมูลได้ หากต่อยอดสร้างกำไร ปชช.ควรได้อะไรกลับมา?

KEY

POINTS

  • โครงการจีโนมิกส์ ไทยแลนด์จ่อใช้งบประมาณ 7,000 ล้านบาทเพื่อสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของชาติที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้
  • มีการตั้งคำถามถึงการหลักเกณฑ์การเข้าถึงข้อมูลพันธุกรรมเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งมีกลไกควบคุมที่รัดกุมผ่านคณะกรรมการและหลักการความปลอดภัย
  • จับตาประเด็นสำคัญคือผลประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับกลับคืน หากภาคเอกชนนำข้อมูลไปสร้างกำไร ซึ่งข้อตกลงการแบ่งปันผลประโยชน์ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

ความสำเร็จของโครงการ Genomics Thailand ระยะแรก คงไม่ได้หยุดอยู่ที่การถอดรหัสพันธุกรรมคนไทยครบ 50,000 ราย

 

ในการแถลงผลโครงการครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา นักวิจัยได้เปิดเผยตัวอย่างการนำฐานข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก!

 

ตั้งแต่การค้นหาสาเหตุของโรคหายาก การค้นพบความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรไทย การประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็ง ไปจนถึงการใช้ข้อมูลพันธุกรรมประกอบการวินิจฉัย คัดกรอง ป้องกัน และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมมากขึ้น

[อ่านข่าว: เปิดพันธุกรรมคนไทย 50,000 ราย! พบ 122 ล้านตำแหน่งที่โลกยังไม่เคยรายงาน]

 

นี่คือ “มูลค่า” ที่เกิดขึ้นจากฐานข้อมูลพันธุกรรมซึ่งกลายเป็น "สินทรัพย์" ใหม่ที่ประเทศไทยลงทุนสร้างขึ้น

 

แต่อีกด้านหนึ่ง ภายในงานแถลงข่าวประกาศความสำเร็จโครงการจีโนมิกส์ ไทยแลนด์ เฟส 1 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 สิงหาคม 2569) ยังมีการพูดถึงความสนใจจากภาคเอกชนในการนำข้อมูลไปต่อยอด

 

ภาพบรรยากาศการแถลงข่าวความสำเร็จ Genomics Thailand เฟสแรก

 

ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ยกตัวอย่างเมื่อถูกถามถึงการเข้ามาใช้ข้อมูลรหัสพันธุกรรม 50,000 ราย จากหน่วยงานเอกชน โดยยกตัวอย่างบริษัทยาว่า

 

สิ่งหนึ่งที่บริษัทยาสนใจคือการดูว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่มีลักษณะทางพันธุกรรมตรงกับเป้าหมายของยาที่บริษัทกำลังพัฒนามากเพียงใด เพราะข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะนำการทดลองทางคลินิก หรือ clinical trial เข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือไม่ 

 

จุดนี้ทำให้ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย 50,000 รายมีสถานะมากกว่าเพียง “ฐานข้อมูลงานวิจัย” เพราะสามารถถูกนำไปต่อยอดจนเกิดผลิตภัณฑ์ บริการ การลงทุน และมูลค่าทางธุรกิจด้านจีโนมิกส์ได้อีกด้วย

 

และนี่คือที่มาของคำถามสำคัญอีกชุดหนึ่ง

 

เมื่อข้อมูลพันธุกรรมของประชาชนมีมูลค่าต่อธุรกิจการแพทย์และยา หากวันหนึ่งภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศสามารถนำข้อมูลในกอง 50,000 รายเหล่านี้ไปต่อยอดจนเกิดผลิตภัณฑ์หรือผลกำไร ประเทศไทยและประชาชนซึ่งเป็นต้นทางของข้อมูลจะได้อะไรกลับมา?

 

คำถามนี้ยิ่งต้องถามแทนประชาชนมากขึ้น เมื่อ Genomics Thailand ระยะแรกใช้เงินลงทุนจริงราว 2,000 ล้านบาท และมีข้อเสนอสำหรับระยะที่ 2 อีก 5,000 ล้านบาท เท่ากับว่าหากโครงการเดินหน้าตามกรอบดังกล่าว ประเทศไทยจะลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานและฐานข้อมูลจีโนมรวมราว 7,000 ล้านบาท แม้ว่าตัวเลขนี้จะน้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศก็ตาม!

 

ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย

 

ฐานข้อมูลพันธุกรรมเหล่านี้นอกจากหน่วยงานวิจัยแล้ว ใครบ้างจะได้ใช้? เอกชนใช้ได้หรือไม่? และใครจะได้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกิดจากเงินสาธารณะและรหัสพันธุกรรมที่ประชาชนอาสามอบให้

 

ประเทศควรวางกติกานี้อย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด?

นี่คือคำถามที่ โพสต์ทูเดย์ ตามหาคำตอบ

 

 

ใครเป็นเจ้าของ DNA 50,000 คน?

ดร.นุสรา  อธิบายหลักการสำคัญว่า แม้ Genomics Thailand จะเป็นโครงการของรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐเป็นเจ้าของข้อมูลพันธุกรรมของอาสาสมัคร

 

“เราไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูล เราเป็นเพียงแค่ผู้ควบคุมข้อมูลตาม พ.ร.บ. PDPA...คนที่เป็นเจ้าของข้อมูลคืออาสาสมัครที่เขาบริจาคข้อมูลเหล่านั้นให้เรา เพราะฉะนั้นหน้าที่เราคือปกป้องความเป็นส่วนตัว แล้วก็ปกป้องเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลให้กับอาสาสมัครให้มากที่สุด” 

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “เปิดให้ใช้ข้อมูล” จึงไม่ได้หมายความว่ารหัสพันธุกรรมของประชาชน 50,000 คนจะถูกเปิดให้บุคคลหรือบริษัทเข้ามาดาวน์โหลดไปใช้ได้โดยอิสระ

 

นายโกวิท ลวงลายทอง นักวิชาการบริหารโครงการวิจัย ผู้ดูแลโครงการวิจัยที่ต้องการเข้าถึงข้อมูล Genomics Thailand ระบุว่าระบบจะถูกออกแบบให้มีระดับการเข้าถึงและเงื่อนไขแตกต่างกันตามประเภทข้อมูลและผู้ใช้งาน โดย

 

1. “ข้อมูลสาธารณะ” ใครก็เข้าถึงได้

ข้อมูลถูกแบ่งตามระดับความเสี่ยงเป็น 2 กลุ่มใหญ่

 

กลุ่มแรก คือ ข้อมูลสาธารณะ หรือ Public Data ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติ

ข้อมูลที่เปิดให้ใช้ในลักษณะนี้ เช่น ข้อมูลความถี่อัลลีลในประชากรไทย และข้อมูลความถี่อัลลีลที่สัมพันธ์กับโรคและอาการทางคลินิก 

ข้อมูลเหล่านี้จึงแตกต่างจากข้อมูลพันธุกรรมระดับรายบุคคล และการบอกว่าโครงการมี “ข้อมูลสาธารณะ” ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลดิบของอาสาสมัครถูกเปิดเป็น Open Data ทั้งหมด

 

2. ข้อมูลที่จำกัดสิทธิ์ ต้องขอก่อนใช้

อีกกลุ่มคือ Restricted Data หรือข้อมูลที่จำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึง ซึ่งครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่ข้อมูลดิบจากการถอดรหัสพันธุกรรม  ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วแต่ยังมีความเสี่ยงต่อการระบุตัวอาสาสมัคร ข้อมูลความแปรผันทางพันธุกรรมบางประเภท ข้อมูลระดับประชากรของโครงการ รวมถึงตัวอย่างชีวภาพ

 

ผู้ที่จะเข้าถึงข้อมูลกลุ่มนี้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบก่อน และต้องมีสถาบันต้นสังกัด เพื่อให้สถาบันมีส่วนร่วมรับผิดชอบในกรณีเกิดข้อมูลรั่วไหล 

 

โกวิท ระบุว่า ผู้ขอใช้ข้อมูลยังแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. แพทย์เจ้าของไข้และนักวิจัยหลักที่เป็นผู้เก็บข้อมูลเข้าโครงการ
  2. นักวิจัยภายใน Genomics Thailand ที่ต้องการใช้ข้อมูลจากโครงการอื่น
  3. นักวิจัยภายนอกซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูล

โดยสองกลุ่มหลังต้องได้รับการอนุมัติก่อนเข้าถึงข้อมูลตามเงื่อนไขที่กำหนด 

 

นายโกวิท ลวงลายทอง

 

 

นอกจากนี้ยังต้องผ่าน Data Access Committee (DAC) ก่อน

การอนุญาตไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผู้ขอเป็นใคร แต่ต้องดูด้วยว่าจะนำข้อมูลไปทำอะไร

ดร.นุสรา ระบุว่า โครงการได้ตั้ง Data Access Committee หรือ DAC เพื่อพิจารณาคำขอ โดยต้องระบุทั้งผู้ขอ วัตถุประสงค์ ระยะเวลาที่ต้องการเข้าถึงข้อมูล และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการ

 

จากข้อมูลที่เปิดเผยในงาน DAC ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว และมีคำขอเข้ามาใช้ข้อมูลเกือบ 50 คำขอ ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยและโรงเรียนแพทย์ เพื่อนำไปศึกษาต่อยอด เช่น การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ ชุดตรวจที่แม่นยำขึ้น หรือยา 

 

 

ด้าน นายโกวิท ยังระบุอีกว่า Genomics Thailand นำหลัก 5 SAFEs ซึ่งใช้ในการบริหารข้อมูลจีโนมในโครงการต่างประเทศมาปรับใช้ ประกอบด้วย

 

  • Safe Data   ข้อมูลต้องมีความปลอดภัยและไม่สามารถระบุตัวอาสาสมัครได้
  • Safe People  ผู้ใช้ข้อมูลต้องมีตัวตนและสถาบันต้นสังกัด
  • Safe Project โครงการต้องผ่านการพิจารณาด้านจริยธรรมและมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
  • Safe Output  ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถนำออกนอกระบบได้ นำออกได้เฉพาะผลการวิเคราะห์
  • Safe Setting การดำเนินงานต้องอยู่บนระบบสารสนเทศที่ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย 

 

ดังนั้น แม้โครงการจะอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล ข้อมูลดิบและข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่สามารถนำออกนอกระบบได้ สิ่งที่นำออกไปได้คือผลการวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวม 

 

3. แล้ว “เอกชน” ใช้ได้หรือไม่?

คำตอบคือ มีช่องทางสำหรับการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมจากการใช้เพื่อการวิจัยทั่วไป

 

โกวิท อธิบายว่า หลังได้รับอนุมัติให้เข้าถึงข้อมูลแล้ว หากใช้ตัวอย่างชีวภาพต้องลงนาม Material Transfer Agreement หรือ MTA  และหากใช้ข้อมูลต้องลงนาม Data Sharing Agreement

 

และหากต้องการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะต้องมี ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ เพิ่มอีกฉบับ ซึ่ง สวรส. อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนนี้ 

 

อีกประเด็นที่สำคัญคือ  แนวคิดเรื่องการใช้เชิงพาณิชย์อาจไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทไทย อาจรวมถึงบริษัทยาในต่างประเทศด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปว่าเอกชนต้อง “ซื้อข้อมูล” หรือเสียค่าธรรมเนียมในอัตราที่กำหนดหรือไม่อย่างไรนั้น ยังไม่แน่ชัด เพราะหลักเกณฑ์ส่วนนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

 

ทั้งนี้ ดร.นุสรา กล่าวว่า “ขึ้นอยู่กับว่าหลักเกณฑ์ว่าเรื่องของเอกชนเข้าใช้ เราจะมีหลักเกณฑ์การเจรจาอย่างไร ใช้คำว่าเจรจาเถอะ อย่าเรียกว่าเป็นเกณฑ์ ...กำลังสร้างอยู่ มันมีหลายประเด็นที่เราต้องตัดสินใจ” 

 

หนึ่งในประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ สามารถเรียกเก็บเงินจากการใช้ข้อมูลได้หรือไม่ หากเก็บควรอยู่ในระดับใด และนอกเหนือจากค่าบริการแล้ว ประเทศควรเจรจาผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นหรือไม่

 

ข้อมูลที่ได้ภายใต้โครงการ Genomics Thailand เฟส 1

 

 

ถ้าบริษัทใช้ข้อมูลคนไทยสร้างยาหรือผลิตภัณฑ์  ประเทศได้อะไรกลับมา?

โพสต์ทูเดย์ ถาม..

 

ดร.นุสรา ตอบกลับโดยยกตัวอย่างกรณีบริษัทยาต่างชาติว่า หากผลิตภัณฑ์ของบริษัทถูกพัฒนาขึ้นโดยข้อมูลของไทยมีส่วนทำให้ผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จ อาจมีการเจรจาผลประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ

 

“เมื่อไหร่ก็ตามโปรดักส์ของคุณพัฒนาบนข้อมูลของเรา หรือข้อมูลของเรามีส่วนทำให้โปรดักส์ของคุณนั้นสำเร็จ...เราอาจจะไม่สามารถไปขอแชร์ผลประโยชน์เขาได้ขนาดนั้น เพราะไม่มีใครยอมง่ายๆ แต่อาจจะขอว่าขอให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่คุณจะวางจำหน่ายก่อน” 

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการเจรจาเรื่อง ราคา โดยขอให้ประเทศไทยได้รับผลิตภัณฑ์ในระดับราคาที่ไม่สูงเกินไป 

 

ในอีกด้านหนึ่ง ฐานข้อมูลยังสามารถช่วยให้บริษัทยาประเมินได้ว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ตรงกับเป้าหมายของยาที่กำลังพัฒนามากเพียงใด ซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจนำ "งานวิจัยทางคลินิก" (Clinical trial) เข้ามาในประเทศ

 

ดร.นุสรา มองว่า การนำการทดลองยาเข้ามาไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะต่อบริษัท เพราะผู้ป่วยไทยอาจได้เข้าถึงยาใหม่ บุคลากรไทยได้เรียนรู้ และเกิดเม็ดเงินลงทุนในประเทศด้วย 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ Clinical trial ดร.นุสราระบุว่า ยังไม่มีการติดต่อเข้ามาขออนุญาตเปิดการทดลองโดยตรง แต่มีการพูดคุยเบื้องต้นแล้ว 

 

 

ไม่ใช่แค่ “คุณค่าทางสุขภาพ” แต่คือ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ”

ต้นทางของฐานข้อมูลนี้มาจากอย่างน้อยสองส่วน คือ เงินสาธารณะที่รัฐนำมาลงทุน และข้อมูลพันธุกรรมที่อาสาสมัครมอบให้

 

หากบริษัทใช้ข้อมูลที่สร้างจากเงินสาธารณะและรหัสพันธุกรรมของประชาชนจนเกิดผลิตภัณฑ์และกำไร ประเทศควรได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงิน การลงทุน การเข้าถึงเทคโนโลยี ราคายา หรือผลประโยชน์รูปแบบใด? นั่นเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกกติกาอย่างไร

 

และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเจ้าของข้อมูลตัวจริงคือ ประชาชน 

กติกาจะสามารถทำให้เกิดมูลค่าที่ย้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้แก่ 'ประชาชนคนไทย' ได้อย่างเป็นธรรมหรือไม่? 

 

จะว่าไป นี่อาจเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้การถอดรหัสพันธุกรรมเพิ่มอีกนับแสนราย เพราะความสำเร็จของฐานข้อมูลระดับประเทศไม่ได้วัดเพียงว่า “เรามีข้อมูลมากแค่ไหน?” แต่อยู่ที่ว่า 

ข้อมูลนั้นถูกใช้เพื่อใคร

และเมื่อสร้างมูลค่าแล้ว ผลประโยชน์กลับไปหาใครอย่างแท้จริง?

ข่าวล่าสุด

ทรู x YouTube เดินหน้า “ทรู ดู MARATHON” สู่ประสบการณ์จริงทั่วไทย เปิดโรงหนัง 4 จังหวัด

ทรู x YouTube เดินหน้า “ทรู ดู MARATHON” สู่ประสบการณ์จริงทั่วไทย เปิดโรงหนัง 4 จังหวัด