
ดราม่า “ต้า–ยัต เฟ็ดเฟ่” ชวนมองภัยเงียบ Gaslighting ในสังคม
ดราม่า “ต้า–ยัต เฟ็ดเฟ่” จุดกระแสถกเถียงเรื่อง Gaslighting ในที่ทำงาน ชวนสำรวจการด้อยค่าและแรงกดดันที่อาจทำให้คนตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง
ประเด็นดราม่าระหว่าง ต้า เฟ็ดเฟ่ หรือ ลิขิต สิทธิพันธ์ และ ยัต หรือ กิตติศักดิ์ เวชประสาร กลายเป็นกรณีที่ถูกพูดถึงในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจคือเรื่อง “Gaslighting” หรือพฤติกรรมการบงการทางจิตใจที่อาจทำให้อีกฝ่ายเริ่มตั้งคำถามต่อการรับรู้ ความคิด และคุณค่าของตัวเอง
แม้คำว่า Gaslighting จะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความสัมพันธ์ส่วนตัว หากยังสามารถเกิดขึ้นในสถานที่ทำงานและในระดับสังคม ผ่านคำพูด ทัศนคติ หรือโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้บุคคลรู้สึกว่า ปัญหาที่กำลังเผชิญเป็นความผิดของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว
เมื่อ “การด้อยค่า” กลายเป็นเครื่องมือในที่ทำงาน
หนึ่งในรูปแบบที่ถูกพูดถึงคือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าความสามารถของตัวเองไม่มีคุณค่ามากพอ จนนำไปสู่การยอมรับค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ
พฤติกรรมลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นผ่านการบอกเป็นนัยว่า ผลงานไม่คุ้มกับค่าจ้าง หรือพนักงานยังมีความสามารถไม่เพียงพอ ทั้งที่ในความเป็นจริงควรมีการประเมินจากผลงาน ความรับผิดชอบ และมาตรฐานที่ชัดเจน
เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ บุคคลอาจเริ่มสูญเสียความมั่นใจ และยอมรับความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นว่า “ตัวเองไม่ดีพอ” จนไม่กล้าตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของระบบการทำงาน
อีกด้านหนึ่งคือการทำให้บุคคลกลายเป็น “ตัวตลก” ของกลุ่ม ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นเวลานานและอยู่บนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อาจกลายเป็นการกดทับทางจิตใจมากกว่าการล้อเล่นทั่วไป
Gaslighting คืออะไร
Gaslighting เป็นรูปแบบหนึ่งของ การบงการทางจิตวิทยา (Psychological Manipulation) โดยผู้กระทำพยายามทำให้อีกฝ่ายสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ หรือการตีความเหตุการณ์ของตนเอง จนนำไปสู่การสูญเสียความมั่นใจและพึ่งพาการตีความของผู้กระทำมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่า Gaslighting ควรพิจารณาบริบทและรูปแบบพฤติกรรมอย่างรอบคอบ เพราะไม่ใช่ทุกความคิดเห็นที่แตกต่าง การวิจารณ์ หรือความขัดแย้ง จะถือเป็น Gaslighting
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ การทำให้อีกฝ่ายสงสัยในความเป็นจริงของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมหรือกดทับอีกฝ่าย
จากเรื่องในออฟฟิศ สู่ “Gaslighting ทางสังคม”
สิ่งที่น่าสนใจจากกระแสครั้งนี้คือการตั้งคำถามว่า นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแล้ว สังคมยังสามารถสร้างแรงกดดันในลักษณะที่ทำให้คนหันกลับมาตำหนิตัวเองได้หรือไม่
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง “ความจน”
แนวคิดแบบ Meritocracy หรือความเชื่อว่าความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถและความพยายามของแต่ละคน มีข้อดีในการส่งเสริมให้คนพัฒนาตัวเอง แต่หากถูกนำมาใช้อธิบายความเหลื่อมล้ำทั้งหมด อาจทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างถูกมองข้าม
คำพูดอย่าง “ถ้าพยายามมากพอก็ประสบความสำเร็จได้” อาจไม่สะท้อนความแตกต่างของต้นทุนชีวิต ค่าใช้จ่าย ค่าจ้าง โอกาสทางการศึกษา หรือทรัพยากรที่แต่ละคนได้รับตั้งแต่ต้น
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมความพยายาม แต่คือการ โยนความรับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างกลับไปให้ปัจเจกบุคคลเพียงฝ่ายเดียว
เมื่อ “ไม่มีเวลา” กลายเป็นความผิดของเรา
อีกประเด็นที่พบได้ในวัฒนธรรมการทำงานคือแนวคิดว่า “ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน”
ในทางกายภาพทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือจำนวนชั่วโมงทำงาน ภาระครอบครัว เวลาเดินทาง รายได้ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และทรัพยากรที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถจัดการชีวิตได้
ดังนั้น เมื่อบุคคลรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหมดไฟ การบอกเพียงว่า “บริหารเวลาไม่ดี” อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายปัญหา
ในบางกรณี สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอาจเป็นปริมาณงาน ชั่วโมงการทำงาน หรือการจัดสรรทรัพยากร มากกว่าความสามารถส่วนบุคคลในการบริหารเวลา
เมื่อปัญหาสุขภาพจิตถูกทำให้เป็นเรื่องของ “กำลังซื้อ”
อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ควรจับตามองคือการทำให้ปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นคอร์สฝึกสมาธิ แอปพลิเคชันเพื่อการผ่อนคลาย สินค้าเพื่อการนอนหลับ หรือบริการด้านสุขภาพต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้อาจมีประโยชน์สำหรับบางคน แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสังคมทำให้เข้าใจว่า หากยังมีความเครียดหรือความเหนื่อยล้า แสดงว่ายังดูแลตัวเองไม่ดีพอ
มุมมองดังกล่าวอาจทำให้ปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบุคคล เช่น ภาระงาน รายได้ ค่าครองชีพ หรือสภาพแวดล้อมทางสังคม ถูกลดความสำคัญลง
ภัยเงียบที่ไม่ได้มาในรูปของการข่มขู่
สิ่งที่ทำให้ Gaslighting ทางสังคมน่ากังวล คือมันอาจไม่ได้ปรากฏในรูปแบบของการข่มขู่หรือการควบคุมอย่างชัดเจน แต่แฝงอยู่ในคำพูดที่ดูเหมือนเป็นคำแนะนำทั่วไป
“พยายามให้มากกว่านี้”
“คนอื่นทำได้ ทำไมคุณทำไม่ได้”
“ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน”
หรือ “ถ้าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ แสดงว่ายังพยายามไม่มากพอ”
คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ผิดเสมอไป และไม่ควรถูกตีความว่าเป็น Gaslighting ทุกกรณี แต่เมื่อถูกใช้เพื่อปฏิเสธปัญหาที่บุคคลกำลังเผชิญ หรือทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกปัญหา ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางจิตใจที่ไม่ควรมองข้าม
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เราพยายามพอหรือยัง”
บทเรียนจากกระแสดราม่า “ต้า–ยัต เฟ็ดเฟ่” จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงการตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ยังเปิดพื้นที่ให้สังคมหันกลับมาพิจารณาวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน โดยเฉพาะในสถานที่ทำงาน
เมื่อใดที่คนคนหนึ่งถูกทำให้เชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถ เมื่อใดที่ความเหนื่อยล้าถูกอธิบายว่าเกิดจากการบริหารเวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือเมื่อใดที่ความยากจนถูกลดทอนให้เหลือเพียงเรื่องของความพยายาม สิ่งที่ควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราพยายามมากพอหรือยัง”
แต่ควรถามด้วยว่า “ระบบและสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้หรือไม่”
เพราะการตระหนักถึง Gaslighting ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความรับผิดชอบของตัวเอง หากแต่เป็นการแยกให้ออกว่า อะไรคือสิ่งที่เราควบคุมได้ และอะไรคือปัญหาที่ต้องแก้ไขในระดับองค์กรหรือระดับสังคม
การตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและสังคมที่ให้คุณค่ากับคนมากกว่าการทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ยังดีไม่พอ” อยู่ตลอดเวลา







