
ผลสำรวจเผยมีเพียง 25% ของเด็กไทยมอง "การศึกษาไทย" ตอบโจทย์ชีวิตและการทำงาน!
บริติช เคานซิล เผยแพร่รายงาน Next Generation Thailand สำรวจเด็กไทย 2 พันคนทั่วประเทศ พบแม้จะมีศักยภาพ แต่ยังขาดระบบและสภาพแวดล้อมที่ให้โอกาส
ระบบการศึกษาไทยยังคงเผชิญคำถามสำคัญว่า สิ่งที่อยู่ในห้องเรียนยังสามารถเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับชีวิตและโลกการทำงานได้มากน้อยเพียงใด?
เมื่อผลสำรวจล่าสุจากบริติช เคานซิล พบว่า มีนักเรียนเพียง 25% ที่เชื่อว่าการศึกษาในประเทศไทยเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตและการทำงานโดยทั่วไปได้ดี
ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน “Next Generation Thailand” ของบริติช เคานซิล ซึ่งสำรวจเยาวชนไทยอายุ 18–30 ปี จำนวน 2,000 คนทั่วประเทศ จากหลากหลายภูมิภาค เพศสภาพ และกลุ่มผู้พิการ พร้อมสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจากภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาครัฐ
ศักยภาพเยาวชนกับโอกาสที่ยังไปไม่ถึง
ซาร่าห์ โรเจอร์สัน ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ Next Generation ดำเนินการมาแล้วในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมา โดยประเทศไทยเป็นประเทศล่าสุดที่มีการจัดทำรายงาน
“จากการสำรวจเยาวชนไทย 2,000 คนจากหลากหลายภูมิภาค เพศสภาพ และกลุ่มผู้มีความพิการ พบว่า แม้เยาวชนมองว่าตนเองมีความพร้อมและศักยภาพในการร่วมพัฒนาสังคม แต่เสียงของพวกเขายังไม่ได้รับการรับฟังอย่างเพียงพอ”
รายงานเรียกช่องว่างระหว่าง “ศักยภาพ” กับ “การมีส่วนร่วม” ว่า Agency Gap หรือ ช่องว่างระหว่างความพร้อมของเยาวชนกับโอกาสที่พวกเขาได้รับในการลงมือทำและร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง
เปิดสาระสำคัญรายงาน 4 มิติ
ปิยธิดา คำบุญมา ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมวิจัย Iconic Research นำเสนอสาระสำคัญของรายงาน ซึ่งสะท้อนภาพของเยาวชนไทยใน 4 มิติหลัก ได้แก่
1. นิยามความสำเร็จเปลี่ยนไป แต่ยังมองอนาคตในเชิงบวก
เยาวชนไทยให้ความสำคัญกับค่านิยมที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยให้ความสนใจ
- ความมั่นคงทางการเงิน 62%
- สุขภาพกับสุขภาวะที่ดี 43%
- การแต่งงาน 10%
- การย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ 5%
2. มุมมองเชิงบวกต่ออนาคต ทักษะที่จำเป็น และความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการ
- 84% มองอนาคตด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตในเชิงบวก
- 89% ระบุว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญ ที่ต้องเรียนรู้
- 68% สนใจเริ่มต้นธุรกิจภายใน 5 ปี
3. ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์
- อาหารไทย (58%) วั
- ฒนธรรมไทย (44%)
- ทัศนียภาพทางธรรมชาติ (39%)
สะท้อนศักยภาพในการร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทย
4. ความพร้อมด้านพลเมืองและสิ่งแวดล้อม
- 88% ระบุว่ามีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับใดระดับหนึ่ง
- 45% มองว่ามลพิษทางอากาศเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุดของไทย
ข้อค้นพบทั้ง 4 มิติจึงสะท้อนว่า เยาวชนไทยมีความหวัง มีเป้าหมาย และต้องการมีบทบาทต่ออนาคตของประเทศ แต่ระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน แหล่งทุน และกระบวนการกำหนดนโยบายยังไม่สามารถรองรับศักยภาพดังกล่าวได้อย่างเต็มที่
เรียนจบ แต่ยังไม่พร้อมใช้ชีวิตจริง
เมื่อเจาะลงไปในมิติด้านการศึกษา พบว่า นักเรียนเพียง 25% เชื่อว่าการศึกษาในประเทศไทยเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตและการทำงานโดยทั่วไปได้ดี
นักเรียนในเขตเมืองและชนบทกลุ่มละ 41% ยังเห็นว่าควรปรับปรุงระบบสนับสนุนด้านการแนะแนวอาชีพ สอดคล้องกับความเห็นจากการสนทนากลุ่มที่มองว่า ระบบการศึกษายังไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตหลังเรียนจบ
เยาวชนชายอายุ 28 ปี จากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเข้าร่วมการสนทนากลุ่ม สะท้อนว่า
“การศึกษาไม่สอดคล้องกับการทำงาน และไม่ได้สอนให้เรารู้จักวิธีคิด”
ขณะที่ผู้ให้ข้อมูลสำคัญรายหนึ่งซึ่งทำงานในภาคการศึกษาและรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่า
“ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเยาวชนที่มีความสามารถ แต่เราขาดระบบการศึกษาที่ช่วยให้พวกเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนมา”
หลักสูตรเน้นท่องจำ ไม่เชื่อมโลกจริง
นักเรียน 39% ระบุว่า หลักสูตรการศึกษาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของระบบการศึกษาที่ควรได้รับการปรับปรุง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาระบุว่า หลักสูตรไทยเน้นการท่องจำ ทำให้เหลือพื้นที่น้อยสำหรับการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์
ข้อค้นพบจากการสนทนากลุ่มยังสะท้อนว่า เยาวชนไม่ได้ต้องการการสอบเพิ่มขึ้น แต่ต้องการความรู้ที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนในโรงเรียนเข้ากับความเป็นจริงและโอกาสรอบตัว ขณะที่นักเรียนในภาคใต้ 50% เห็นว่าควรปรับปรุงหลักสูตร
นอกจากนี้ นักเรียน 35% เชื่อว่าการศึกษาควรเน้นการพัฒนาทักษะทางสังคม และอีก 35% มองว่าสังคมไม่ได้ให้สิ่งตอบแทนที่เหมาะสมต่อความสำเร็จทางการศึกษา
เยาวชนหญิงอายุ 25 ปี จากภาคกลาง กล่าวในการสนทนากลุ่มว่า
“การมีปริญญาไม่ได้การันตีงาน บางครั้งอาจสร้างภาระหนี้สินแทน”
การศึกษามีค่าใช้จ่ายสูง และไม่ใช่ทุกคนเข้าถึงได้
นักเรียนในเขตเมืองและชนบทกลุ่มละ 40% เห็นว่า การจ่ายเงินเพิ่มเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสมเหตุสมผล แต่รายงานระบุว่า ในทางปฏิบัติ การศึกษาที่มีคุณภาพไม่ใช่สิ่งที่เยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้
นักเรียน 37% ระบุว่าควรปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียม ขณะที่นักเรียนในเมืองและชนบทกลุ่มละ 25% เห็นว่าการประกอบอาชีพมีความสำคัญมากกว่าการเรียนให้จบ สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้เยาวชนต้องเลือกระหว่างความจำเป็นในการหารายได้ทันที กับประโยชน์ของการศึกษาในระยะยาว
เยาวชนชายจากกรุงเทพมหานครซึ่งเข้าร่วมการสนทนากลุ่มเปรียบเทียบว่า
“การศึกษาเหมือนเก้าอี้ดนตรี มีเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้าเรียนจริง ๆ”
นักเรียน 35% ยังมองว่าสังคมไม่ได้ให้สิ่งตอบแทนที่เหมาะสมต่อความสำเร็จทางการศึกษา ขณะที่การสนทนากลุ่มพบว่า เยาวชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าฐานะทางเศรษฐกิจและอภิสิทธิ์ทางสังคมมีส่วนเปิดทางสู่ความสำเร็จทางการศึกษามากกว่าความสามารถเพียงอย่างเดียว
เยาวชนหญิงอายุ 25 ปี จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า
“ถ้าคุณไม่มีเงินหรือสถานะทางสังคม ความสามารถก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก”
เยาวชนชนบทเห็นคุณค่าการศึกษา แต่มีทางเลือกจำกัด
รายงานพบความแตกต่างระหว่างเยาวชนในชนบทกับเขตเมือง โดยนักเรียนชนบท 53% เชื่อว่าการศึกษาช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมและสร้างความเชื่อมั่นในการรับมือกับสถานการณ์ท้าทาย เทียบกับนักเรียนในเมือง 32%
นักเรียนชนบท 53% ยังเห็นว่าการศึกษาช่วยเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและวิธีการทำงานของสิ่งต่าง ๆ ขณะที่นักเรียนในเมืองเห็นด้วย 28%
ด้านเส้นทางการศึกษา นักเรียนชนบท 35% มองว่าการศึกษาสายอาชีพตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบันได้ดีกว่าสายสามัญ เทียบกับนักเรียนในเมือง 28% สะท้อนความต้องการการศึกษาเชิงปฏิบัติและเน้นทักษะในพื้นที่ชนบท ซึ่งยังมีโอกาสทางการศึกษาค่อนข้างจำกัด
68% สนใจทำธุรกิจ แต่ระบบสนับสนุนยังไม่พร้อม
รศ.ดร.บุญธิดา เอื้อพิพัฒนกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า ตัวเลขเยาวชนไทย 68% ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง สะท้อนว่าการเป็นผู้ประกอบการเป็นเส้นทางอาชีพสำคัญของคนรุ่นใหม่
“การขยายเส้นทางสายอาชีวศึกษาและการสร้างศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เยาวชนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนได้ในภูมิลำเนาของตนเอง”
ด้านสุชาดา หนุนภักดี ผู้ก่อตั้ง Impact Intelligence Lab กล่าวว่า เยาวชนไทยมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถ และความพร้อมที่จะลงมือทำ แต่ต้องการโอกาสและระบบสนับสนุนที่เหมาะสม
“สิ่งที่พวกเขาต้องการคือโอกาสในการพัฒนาแนวคิด และการเข้าถึงข้อมูล เงินทุน ที่ปรึกษา และเครือข่ายที่เหมาะสม หากทุกภาคส่วนเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีเพื่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน คนรุ่นใหม่ก็สามารถสร้างธุรกิจและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทยได้”
เปิด 8 ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ดร.แมทธิว ชีเดอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของเยาวชน บริติช เคานซิล สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 8 ประการ ได้แก่
- จัดการกับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อผู้หญิง เยาวชนผู้พิการ และเยาวชน LGBTQ+
- ผลักดันให้การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกระบวนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจสาธารณะเป็นระบบและมีความยั่งยืน
- ปฏิรูประบบการศึกษาให้มุ่งเน้นทักษะแห่งอนาคตและการเข้าถึงที่เท่าเทียม
- ส่งเสริมการจ้างงานที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศ และเพิ่มโอกาสในการเป็นผู้นำ
- ขยายโอกาสและระบบสนับสนุนสำหรับเยาวชนในระดับจังหวัด
- ขยายช่องทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนให้ปลอดภัยและมีคุณภาพมากขึ้นเสริมสร้างพื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาและการแสดงออก
- ทางพลเมืองของเยาวชน
- ผนวกบทบาทของเยาวชนเข้ากับยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจวัฒนธรรมของประเทศไทย
ดร.แมทธิวกล่าวว่า ข้อเสนอแนะทั้ง 8 ข้อพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ อุปสรรค และความฝันของเยาวชนทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดข้อเสนอแนะ เพื่อให้ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่







