
ทิสโก้-KKP มองต่างชาติคัมแบ็ค! เงินจ่อหมุนเข้า "แบงก์ - พาณิชย์ - หุ้น Domestic ลุ้นตลาดพ้น K-Shape
เม็ดเงินโลกเริ่มหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี-กลุ่ม AI เปิดโอกาสหุ้นไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์ ต่างชาติมองบวกมากขึ้น บลจ.ทิสโก้ ชี้ Fund Flow มีลุ้นกระจายจากแบงก์สู่พาณิชย์และหุ้น Domestic ขณะที่ "ดร.พิพัฒน์" KKP มองตลาดผ่านจุดต่ำสุด รอกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ฟื้นเป็นตัวเร่ง พร้อมจับตา New S-Curve จาก FDI, Data Center และ AI Supply Chain
KEY
POINTS
- เม็ดเงินโลกเริ่มหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี-กลุ่ม AI เปิดโอกาสหุ้นไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์ ต่างชาติมองบวกมากขึ้น
- บลจ.ทิสโก้ ชี้ Fund Flow มีลุ้นกระจายจากแบงก์สู่พาณิชย์และหุ้น Domestic
- "ดร.พิพัฒน์"มองตลาดผ่านจุดต่ำสุด รอกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ฟื้น จับตา New S-Curve จาก FDI, Data Center และ AI Supply Chain
กระแสการลงทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เมื่อเม็ดเงินบางส่วนเริ่มลดน้ำหนักจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเงินจะออกจากกลุ่มเดิมหรือไม่ ? แต่คือ เงินก้อนใหม่จะไหลไปที่ไหน ?
หนึ่งในตลาดที่เริ่มกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติคือ ตลาดหุ้นไทย หลังเริ่มเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นฟื้นตัว ขณะที่ระดับราคาหุ้นและจุดเด่นด้านเงินปันผลยังเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ
"นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดมุมมองกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่าหากเกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดโลกมีโอกาสเห็นภาพลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย
โดยเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาจะช่วยเพิ่มความคึกคักและทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดมีการกระจายตัวมากขึ้น จากเดิมที่การฟื้นตัวกระจุกอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว
ทิศทางที่น่าจับตา คือ เม็ดเงินมีแนวโน้มจะไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ก่อน เช่น กลุ่มธนาคาร (Bank) จากนั้นจะหมุนเวียนไปยังกลุ่มที่ยังไม่ค่อยปรับตัวขึ้นแต่มีผลประกอบการดีกว่าคาด เช่น กลุ่มพาณิชย์ (Commerce) และลำดับถัดไปคาดว่าจะเคลื่อนย้ายไปสู่กลุ่มหุ้นที่เน้นการบริโภคในประเทศ (Domestic)
บจ.ไทยโตจากมาร์จิ้น โจทย์ใหญ่ครึ่งหลัง
อีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นไทยในช่วงถัดไปคือรายงานผลประกอบการและธีมการลงทุนต่างๆ ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่งไม่ได้เติบโตจากรายได้หลัก (Revenue Growth) แต่เติบโตจากการเพิ่มอัตรากำไร (Margin) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการดำเนินงาน เช่น การลดต้นทุนและการปรับปรุงกระบวนการภายใน
อย่างไรก็ตาม กำไรในช่วงครึ่งปีหลังยังมีความน่ากังวลเนื่องจากการเติบโตที่ผ่านมาพึ่งพาการประหยัดต้นทุนเป็นหลัก ส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างจริงจัง ด้วยการตัดสินใจจำหน่ายธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไป เพื่อหันมาโฟกัสเฉพาะธุรกิจที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำแทน
รวมถึงเริ่มเห็นสัญญาณของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เคยนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ เริ่มพิจารณานำเงินกลับมาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น แม้สัญญาณดังกล่าวยังไม่ชัดเจนเต็มที่ก็ตาม
ส่องเงื่อนไข Overweight หุ้น
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในหุ้นไทย คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต้องกระจายไปสู่กลุ่มธุรกิจในประเทศ (Domestic) เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มโรงพยาบาล ที่เคยเผชิญความกังวลเรื่องลูกค้าตะวันออกกลางและภาวะสงคราม
ซึ่งหากกำไรกระจายตัวได้ดีจะช่วยส่งโมเมนตัมไปยังหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กช่วยเปลี่ยนผ่านสภาวะตลาดจากการฟื้นตัวแบบไม่เท่ากัน (K-Shape) มาเป็นการฟื้นตัวในวงกว้าง โดยทั้งหมดนี้ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและการเข้ามาลงทุนจริงของต่างชาติ (FDI) เพื่อช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ในระยะยาวคาดว่าจะเห็นผลตอบแทนจากกลุ่ม New S-Curve ที่มาจากการลงทุนจริงของต่างชาติ (FDI) เช่น โครงการ Data Center และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น โดยประเทศไทยยังมีจุดเด่นด้านอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ที่เคยแข็งแกร่งอยู่เป็นทุนเดิมเข้ามาช่วยหนุน
เคลียร์ทริกเกอร์ฟันด์เกลี้ยงพอร์ต
ในส่วนของการจัดการกองทุนทริกเกอร์หุ้นไทยนั้น ปัจจุบัน บลจ.ทิสโก้ สามารถทยอยปิดและเคลียร์กองทุนทริกเกอร์หุ้นไทยที่เคยค้างอยู่ได้หมดแล้วรวมทั้งสิ้น 5 กอง โดยทยอยเคลียร์สำเร็จในช่วงต้นปีถึงกลางปีที่ผ่านมา ณ ระดับดัชนีประมาณ 1,500 - 1,600 จุด ทำให้ไม่มีสต๊อกกองทุนทริกเกอร์เดิมเหลือค้างอยู่
ทั้งนี้ บลจ.ทิสโก้ มีกองทุนทริกเกอร์ไทยเตรียมพร้อมที่จะเสนอขาย แต่จะพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยรอให้ดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 จุดปลายๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กองทุนสามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายทริกเกอร์ที่ตั้งไว้ประมาณ 5%
ต่างชาติมองไทยดีกว่าคนไทย
หลังการจัดงาน Thailand Focus ภาพสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติและโบรกเกอร์ที่ไปร่วมโรดโชว์มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยดีขึ้น จนมีเสียงสะท้อนว่า "คนไทยกลัวประเทศไทยมากกว่าที่ต่างชาติกลัว" เนื่องจากคนในประเทศอยู่ใกล้ชิดกับปัญหาและกังวลกับสถานการณ์ระยะสั้นมากเกินไป ขณะที่ต่างชาติเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและเดินทางมาร่วมงานหนาตาขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในด้านการเป็นทางเลือกสำหรับการกระจายความเสี่ยงระดับโลก (Global Rotation) ของนักลงทุนที่ต้องการหมุนเงินออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงเสน่ห์ของผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ปรับจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการที่เติบโต ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลจ่ายปันผลระหว่างกาล ซึ่งช่วยสร้างโมเมนตัมพยุงตลาดหุ้นไทยไว้ได้
สำหรับปัจจัยความผันผวนภายนอกประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง และความผันผวนของค่าเงินเยนญี่ปุ่น รวมถึงความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ซึ่งคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีพรรคเดโมแครตปรับลดลงจากประเด็นความขัดแย้งและภาวะสงคราม ส่งผลให้เดโมแครตต้องพยายามหาเสียงเพื่อเกณฑ์เสียงเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณความกังวลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ผ่านการออกมาตรการช่วยเหลือประเทศอื่น เช่น การช่วยเหลือญี่ปุ่นโดยใช้เงินสกุลยูโรที่ตนเองมี หรือการทำ Treasury Buyback แม้ปริมาณจะไม่มากแต่สะท้อนถึงความกังวลที่มีอยู่สูง.
KKP ชี้ต่างชาติเริ่มกลับมา
มุมมองจากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) สอดคล้องกับภาพดังกล่าวในบางส่วน โดย "ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่านักลงทุนให้ความสนใจหุ้นที่มีความมั่นคงและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น "พระเอก" ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คือ "กลุ่มธนาคาร (Bank)" จากปัจจัยบวกเรื่องการหันมาบริหารจัดการเงินทุนและการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ "กลุ่มพลังงาน (Energy)" เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ทำผลงานได้โดดเด่น โดยมีตัวเลขกำไรสุทธิ (Earnings) ออกมาในเกณฑ์ดีมากหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าจำเป็นอย่าง กลุ่มสาธารณูปโภค (Utility) และกลุ่มโทรคมนาคม (Telecom) ยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนเช่นกัน
"ดร.พิพัฒน์" ประเมินเศรษฐกิจไทยตามความเป็นจริงว่า อัตราการเติบโตของไทยอยู่ในระดับเรื่อยๆ ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรคาดหวังเรื่องการเติบโตสูง (Growth) แต่ควรเปลี่ยนมุมมองมาเน้นที่ความมั่นคง (Stable) ที่ไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมและความยืดหยุ่น (Resiliency) ในแง่ของผลตอบแทนที่ยังมีความน่าสนใจสูง
พูดง่ายๆคือ ตลาดหุ้นไทยมีลักษณะการลงทุนแบบเชิงรับและเน้นความมั่นคง (Defensive play) มากกว่าการเน้นการเติบโต
อย่างไรก็ดี ในระยะหลังเริ่มมีปัจจัยบวกใหม่ที่สร้างความสนใจระดับสากล คือประเด็นที่ ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Supply Chain) คาดว่าจะส่งผลดีต่อตัวเลขเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการกระตุ้นยอดเงินลงทุน (Investment) การส่งออก (Export) ตลอดจนภาคการผลิตที่เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
กำไร บจ. คือกุญแจสำคัญ
"ดร.พิพัฒน์" มองว่ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากทั้งภาคท่องเที่ยวและต้นทุนพลังงาน แต่การที่ดัชนีฟื้นตัว ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะสามารถเดินหน้าต่อได้โดยอัตโนมัติ
เพราะหากต้องการให้เม็ดเงินลงทุนคงอยู่ระยะยาว จำเป็นต้องกลับไปพิจารณาที่ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และผลกำไร (Earnings) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)เป็นหลัก ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวที่มีตัวเลขกำไรปรับตัวสูงขึ้นอย่างแท้จริงคือ "กลุ่มพลังงาน"
ขณะที่ "กลุ่มธนาคาร" แม้กำไรจะปรับตัวขึ้นบ้างแต่ไม่ได้สูงมากนัก ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นในปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นไปรอแล้ว แต่นักลงทุนยังคงเฝ้ารอการฟื้นตัวของตัวเลขกำไรตามมาเพื่อความมั่นใจ
"ดร.พิพัฒน์" ทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นในปัจจุบันน่าจะเป็น "จุดต่ำสุด" (Bottom) หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤตภาคการท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันซ้ำเติมในปีนี้ ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลาย ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ.







