
ทุนธรรมชาติขึ้นแท่นฐานเศรษฐกิจใหม่ ดันธุรกิจไทยสู่ Nature Positive
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที Sustainability Forum 2026 เชื่อมรัฐ ธุรกิจ การเงิน ชุมชน ดันทุนธรรมชาติสู่เศรษฐกิจใหม่
KEY
POINTS
- แนวคิด "ทุนธรรมชาติ" กำลังถูกผลักดันให้เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ โดยภาคธุรกิจและการเงินต้องนำปัจจัยด้านธรรมชาติมาคำนวณในการลงทุนและบริหารความเสี่ยง
- ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนแนวคิด Nature Positive โดยรัฐเตรียมออกกฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างกลไกทางการเงินเพื่อดึงดูดการลงทุนฟื้นฟูธรรมชาติ
- ภาคธุรกิจปรับมุมมองจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ โดยใช้การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) เพื่อประเมินมูลค่าและผลกระทบ นำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจ
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชี้ทิศทางเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน เมื่อ “ธรรมชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินต้องนำมาคำนวณในการลงทุนและบริหารความเสี่ยง
หลังจัดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ดึงผู้แทนรัฐ เอกชน การเงิน วิชาการ และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมวางแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานธรรมชาติ
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่”
สาระสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดด้านความยั่งยืนไปสู่กลไกทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การออกกฎหมาย การวัดมูลค่าทรัพยากร การเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบการเงินและแผนลงทุนของภาคธุรกิจ
รัฐวางระบบกฎหมาย ดึงทุนเอกชนฟื้นธรรมชาติ
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ
และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งลดผลกระทบ ไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเป็นระบบ
ภาครัฐจึงอยู่ระหว่างผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 8 หมวด 63 มาตรา รวมถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบกำกับดูแลการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน แนวคิด Nature Positive ถูกนำไปเชื่อมกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571-2575 ผ่านเครื่องมือสำคัญ
เช่น Nature-based Solutions การขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) และการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพสู่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)
ที่สำคัญคือการพัฒนากลไกทางการเงิน เช่น Green Loan และ Biodiversity Credit เพื่อเปิดทางให้เงินทุนภาคเอกชนไหลเข้าสู่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติมากขึ้น
ไทยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ให้ไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030
ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่ง รวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร
ดร.รวีวรรณระบุว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุน แต่สามารถต่อยอดไปสู่การวิจัย นวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์
ซึ่งอาจกลายเป็น New S Curve ของประเทศ หากไทยมีระบบกฎหมาย ข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน
“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”
เอกชนชี้ “กรีน” ต้องสร้างผลตอบแทน
มุมมองจากภาคธุรกิจสะท้อนชัดว่า การลงทุนด้านธรรมชาติกำลังเปลี่ยนจากกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไปสู่ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ธุรกิจ
เพราะความเสียหายต่อระบบนิเวศสามารถกลายเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการดำเนินงาน และความสามารถในการแข่งขัน
ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า การพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องนำธรรมชาติกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ
ทั้งพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช สัตว์ และระบบนิเวศ เพราะการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพต้องเดินควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”
ด้าน จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องเข้าใจทั้งเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชน หากการพัฒนาไปกระทบพื้นที่โดยรอบ ความเสียหายดังกล่าวสามารถย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจได้
“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”
ขณะที่ สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้อยู่ในงบดุลของบริษัท แต่เป็นฐานสำคัญของธุรกิจ ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน และวัตถุดิบสำหรับบรรจุภัณฑ์
ดังนั้น การบริหารจัดการจึงไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงภายในโรงงาน แต่ต้องครอบคลุมคู่ค้า ชุมชน และระบบลุ่มน้ำที่ธุรกิจพึ่งพา เพราะหากระบบนิเวศและชุมชนได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลกลับมายังธุรกิจและกำลังซื้อในที่สุด
“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”
MFLF ดันทุนธรรมชาติเข้าสู่งบการเงิน
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือธรรมชาติยังถูกแยกออกจากระบบเศรษฐกิจ ทั้งที่ธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง
มูลนิธิฯ จึงเสนอให้ภาคธุรกิจเริ่มประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี งบการเงิน แผนการลงทุน และการประเมินความเสี่ยง
แนวทางนี้จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งจากการดำเนินงานโดยตรง และผลกระทบที่ขยายไปยังห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศ
ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการจัดสรรเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หม่อมหลวงดิศปนัดดายังชี้ให้เห็นถึง Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำ โดยตั้งคำถามว่าหากธุรกิจและประเทศไม่ลงทุนฟื้นฟูธรรมชาติในวันนี้ ต้นทุนที่ต้องจ่ายในอนาคตจะสูงเพียงใด และถึงจุดหนึ่งอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้”
อีกประเด็นที่มูลนิธิฯ เสนอคือ Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้การพัฒนาประเทศคำนึงถึงสิทธิของระบบนิเวศในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ ไม่ใช่มองธรรมชาติเพียงในฐานะทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์
จาก ESG สู่กลยุทธ์สร้างความสามารถแข่งขัน
สาระสำคัญของ MFLF Sustainability Forum 2026 จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของแนวคิดความยั่งยืนจาก “ภาระต้นทุน” ไปสู่ “ปัจจัยสร้างความสามารถในการแข่งขัน”
โดยเฉพาะเมื่อภาคธุรกิจต้องเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรที่ลดลง และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศมากขึ้น
โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ธุรกิจ “ลดผลกระทบ” แต่ต้องทำให้ธรรมชาติถูกนำเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ตั้งแต่การวัดมูลค่า การเปิดเผยข้อมูล การจัดทำงบการเงิน การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการจัดสรรเงินลงทุน
หากกลไกดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง “ทุนธรรมชาติ” จะไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายความยั่งยืนในองค์กร แต่จะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของฝ่ายบริหาร นักลงทุน สถาบันการเงิน และภาครัฐในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย
ท้ายที่สุด เป้าหมายของ Nature Positive จึงไม่ใช่เพียงการมีพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศที่สมบูรณ์ขึ้น แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ คนมีรายได้ ธุรกิจเติบโต และธรรมชาติฟื้นตัวไปพร้อมกัน







