posttoday
อย.จับมือ “สยามไบโอไซเอนซ์” ดันผลิตยา–ATMPs ในไทย ลดพึ่งนำเข้า สร้างความมั่นคงทางยา

อย.จับมือ “สยามไบโอไซเอนซ์” ดันผลิตยา–ATMPs ในไทย ลดพึ่งนำเข้า สร้างความมั่นคงทางยา

27 สิงหาคม 2569

อย. จับมือสยามไบโอไซเอนซ์ ดันผลิตยาและ ATMPs ในไทย ลดพึ่งพาการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางยา โดยเฉพาะด้านเซลล์และยีนบำบัด

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด วันนี้ (27 สิงหาคม 2569)  เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและเพิ่มการเข้าถึง วัตถุเสพติดทางการแพทย์ ยาแผนปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) โดยมุ่งเพิ่มความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำเป็นภายในประเทศ และสร้างความมั่นคงทางยาในระยะยาว

 

ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล ตั้งแต่ความต้องการของระบบสาธารณสุข เทคโนโลยีที่จำเป็น ไปจนถึงมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหรือกำลังการผลิต

 

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มองไปถึงการสร้างความสามารถของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุข มีข้อจำกัดด้านการจัดหา หรือมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลน รวมถึงผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ซึ่งต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และระบบกำกับดูแล

 

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง

 

จากผู้ผลิตยาชีววัตถุรายแรก สู่ Cell and Gene Therapy

สยามไบโอไซเอนซ์ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 โดยมีเป้าหมายด้านการวิจัยและพัฒนายาชีวเภสัชภัณฑ์ รวมถึงสร้างความสามารถในการผลิตภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพายานำเข้า

 

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า สยามไบโอไซเอนซ์เป็น ผู้ผลิตยาชีวเภสัชภัณฑ์ของไทยรายแรก โดยเริ่มก่อสร้างโรงงานที่บางใหญ่ จ.นนทบุรี ในปี 2554 และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556 ก่อนจะได้รับมาตรฐาน PIC/S GMP สำหรับการผลิตแบบ Fill-Finish รวมถึง ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 ภายในปี 2559

 

ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุที่ผลิตในช่วงแรก ได้แก่ Erythropoietin (EPO) สำหรับผู้ป่วยภาวะโลหิตจางจากโรคไตเรื้อรัง และ Filgrastim (G-CSF) ซึ่งใช้ลดความเสี่ยงจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด

 

ขีดความสามารถด้านการผลิตของบริษัทถูกยกระดับขึ้นอีกครั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อสยามไบโอไซเอนซ์ได้รับเลือกจาก AstraZeneca ให้เป็นพันธมิตรรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลิตวัคซีน COVID-19 ในประเทศไทย โดย AstraZeneca ระบุในปี 2564 ว่า โรงงานสยามไบโอไซเอนซ์เป็นฐานการผลิตวัคซีนของบริษัทเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น และผลิตเพื่อจัดส่งทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค

 

ล่าสุด ทิศทางการพัฒนาเริ่มขยับไปสู่การแพทย์ขั้นสูงมากขึ้น โดยในเดือนกันยายน 2568 สยามไบโอไซเอนซ์และ eXmoor Pharma บริษัทด้าน Cell and Gene Therapy จากสหราชอาณาจักร ประกาศความร่วมมือเพื่อพัฒนาศูนย์ Cell and Gene Therapy (CGT) ในประเทศไทย

 

ตามข้อมูลที่ทั้งสองบริษัทประกาศ ศูนย์ดังกล่าวจะตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ และรองรับตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพัฒนากระบวนการผลิตและการวิเคราะห์ ไปจนถึงการผลิตตามมาตรฐาน GMP สำหรับทั้งการทดลองทางคลินิกและการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายรองรับการพัฒนา Cell and Gene Therapy ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความร่วมมือระหว่าง อย. และสยามไบโอไซเอนซ์ในครั้งนี้จึงเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องจากการสร้างฐานการผลิตยาชีววัตถุของประเทศ ไปสู่การเตรียมความพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิต การควบคุมคุณภาพ และระบบกำกับดูแล

อย.จับมือ “สยามไบโอไซเอนซ์” ดันผลิตยา–ATMPs ในไทย ลดพึ่งนำเข้า สร้างความมั่นคงทางยา

 

 

นายทรงพล ดีจงกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจนำศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และการผลิต มาสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหรือกำลังการผลิต

 

ความร่วมมือกับ อย. จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถมองเห็นโจทย์ของประเทศร่วมกัน ตั้งแต่ความต้องการของระบบสาธารณสุข เทคโนโลยีที่จำเป็น ไปจนถึงมาตรฐานและข้อกำหนด เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพการผลิตให้รองรับทั้งยา วัตถุเสพติดทางการแพทย์ และ ATMPs ในอนาคต

 

 

ต่อยอดสินค้าเกษตรไทย ดันผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง

นอกจากความร่วมมือกับสยามไบโอไซเอนซ์แล้ว ในวันเดียวกัน อย. ยังลงนาม MOU กับ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ด้านวิชาการและการส่งเสริมการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปีเช่นเดียวกัน

 

เป้าหมายคือการนำศักยภาพด้านการเกษตรและวัตถุดิบของไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมูลค่าสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสถานที่ผลิตและผลิตภัณฑ์ การขออนุญาต ฉลากและการโฆษณาให้ถูกต้อง ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด

 

นายชูโชค ศิวะคุณากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป แต่ต้องการเพิ่มคุณค่าให้สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภค และมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน

 

เลขาธิการ อย. ระบุว่า การลงนาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนี้จะมีการกำหนดแผนดำเนินงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามความก้าวหน้า และร่วมแก้ไขอุปสรรค เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติ ความมั่นคงด้านสุขภาพ การลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างประเทศ และการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากศักยภาพของไทย

ข่าวล่าสุด

รู้จัก "เสายามน้ำ" นวัตกรรมเตือนภัย รู้ทันน้ำท่วมล่วงหน้า 3 วัน

รู้จัก "เสายามน้ำ" นวัตกรรมเตือนภัย รู้ทันน้ำท่วมล่วงหน้า 3 วัน