
กบข.ปรับเกมลงทุนปั้นผลตอบแทน ลุยแก้กม.เปิดทางอดีตสมาชิกออมต่อ
กบข.เร่งปรับกลยุทธ์ลงทุนรับโลกผันผวน ใช้ TPA เพิ่มประสิทธิภาพบริหารความเสี่ยง-สร้างผลตอบแทนระยะยาว ยกระดับพอร์ตให้ยืดหยุ่น และแก้กฎหมายขยายสิทธิอดีตสมาชิกข้าราชการนำเงินกลับมา ออมต่อ
KEY
POINTS
- กบข. ปรับยุทธศาสตร์การลงทุนโดยใช้แนวทาง Total Portfolio Approach (TPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
- กบข. อยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายสิทธิ "ออมต่อ" ให้ครอบคลุมอดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญ
- การเปิดโอกาสให้ออมต่อมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารเงินหลังเกษียณ สร้างความมั่นคงทางการเงิน และลดความเสี่ยงจากการที่สมาชิกนำเงินไปบริหารจัดการเอง
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ทั้งด้านการลงทุนและการดูแลสมาชิก รับมือโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยให้น้ำหนัก 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การปรับรูปแบบการจัดสรรสินทรัพย์ด้วย Total Portfolio Approach (TPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาว และการผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายสิทธิ “ออมต่อ” ให้กับอดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญ
นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดลงทุนมีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงิน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้การกระจายความเสี่ยงแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ
กบข.จึงอยู่ระหว่างศึกษาการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ หรือ Total Portfolio Approach (TPA) ที่มองการลงทุนทั้งพอร์ตเป็นภาพรวม แทนการพิจารณาแยกเป็นรายสินทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมกับสมาชิก โดยปัจจุบันเริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้แล้ว พร้อมยกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็วขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
ปัจจุบัน กบข.เริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้แล้ว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารพอร์ต และเตรียมพัฒนากระบวนการลงทุนให้สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดโลกได้รวดเร็วขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญคือการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาวให้กับสมาชิก
อีกประเด็นสำคัญ กบข.อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายเพื่อขยายสิทธิทางเลือกการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือ “ออมต่อ” ให้ครอบคลุมอดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญมากขึ้น โดยต้องการเปิดโอกาสให้สามารถนำเงินกลับมาออมกับ กบข. หรือให้ กบข.บริหารต่อได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลเงินหลังเกษียณ สร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการนำเงินไปบริหารเอง รวมถึงความเสี่ยงจากมิจฉาชีพทางการเงิน
"จากการสำรวจพบว่า สมาชิกประมาณ 80-90% สนใจนำเงินกลับมาออมต่อ ขณะนี้มีคณะทำงานย่อยอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดของการแก้ไขกฎหมาย ก่อนเสนอคณะกรรมการ กบข. และกระทรวงการคลังตามขั้นตอนต่อไป "
แนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณา เช่น เปิดให้อดีตสมาชิกนำเงินก้อนที่ได้รับจาก กบข.เมื่อเกษียณกลับมาให้ กบข.บริหารต่อ รวมถึงเปิดทางให้นำเงินบำนาญรายเดือนหรือเบี้ยหวัดกลับมาออม ตลอดจนพิจารณาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เลือกออมต่อ และพัฒนาทางเลือกบริหารเงินหลังเกษียณให้มีความหลากหลายมากขึ้น
ทั้งนี้ กบข.มองว่าการมีทางเลือกออมต่อมีความสำคัญ เนื่องจากสมาชิกที่เกษียณอายุราชการปัจจุบันได้รับเงินก้อนจาก กบข.เฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายตลอดช่วงวัยเกษียณ จึงต้องส่งเสริมให้สมาชิกวางแผนตั้งแต่ช่วงทำงาน ทั้งการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ และเลือกแผนลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของตนเอง
สำหรับผลการลงทุนของ กบข.ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 16 ส.ค. 2569 พบว่า แผนหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 34.69% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนการลงทุนตามหลักซะรีอะฮ์ 20.41% แผนสมดุลตามอายุสำหรับสมาชิกอายุต่ำกว่า 50 ปี 17.23% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 15.79% แผนกองทุนรวมวายุภักษ์ 12.26% แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 8.08% และแผนทองคำ 5.58% โดย กบข.ยังคงเป้าหมายผลตอบแทนระยะยาวให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อบวก 2-3% ต่อปี
ปัจจุบัน กบข.มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท และมีสมาชิกมากกว่า 1.2 ล้านราย โดยขนาดสินทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตจากเงินออมที่ทยอยเข้ามาและการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ แม้จะมีเงินไหลออกจากการจ่ายผลประโยชน์ให้สมาชิกที่เกษียณแล้ว
นายศรพลประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปียังมีแนวโน้มขยายตัว แต่ตลาดการลงทุนจะเผชิญความผันผวนสูง กบข.จึงจับตาความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงฟองสบู่ในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมัน เงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ตราสารหนี้ภาครัฐและ Bond Yield ระยะยาว นโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการแบ่งขั้วทางการค้า รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
นอกจากการปรับกลยุทธ์ลงทุนแล้ว กบข.ยังเตรียมยกระดับการดูแลสมาชิกด้วยการพัฒนา Financial Data Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานะและความต้องการทางการเงินของสมาชิกแต่ละกลุ่ม ก่อนนำไปออกแบบบริการและคำแนะนำที่เหมาะสมมากขึ้น พร้อมนำ Data และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพงานลงทุนและบริการสมาชิก รวมถึงเดินหน้าการลงทุนตามหลัก ESG เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวควบคู่กับการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม







