
ครั้งแรกของโลก! ญี่ปุ่นไฟเขียวยา “ตับอักเสบบี” มุ่งเป้าหยุดยา - ไม่ต้องกินยากดไวรัสตลอดชีวิต
ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติ "บีพิโรเวียร์เซน" ยารักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังชนิดใหม่ ทำห้ผู้ป่วยบางส่วนควบคุมไวรัสได้หลังหยุดยา
KEY
POINTS
- ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติยารักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังชนิดใหม่ เปลี่ยนเป้าหมายจาก “กดไวรัส” สู่ “หยุดยา” จากการรักษาเดิมผู้ป่วยจำนวนมากต้องกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ผลทดลองพบประมาณ 1 ใน 5 ยังควบคุมไวรัสได้ตามเกณฑ์ หลังหยุดการรักษาแล้ว 6 เดือน
- อย่างไรก็ตาม การค้นพบยานี้ ไม่ใช่การรักษาหายขาด ไวรัสอาจยังหลงเหลือในร่างกาย และไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะสามารถหยุดยาได้
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ว่า กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น (MHLW) อนุมัติ บีพิโรเวียร์เซน (bepirovirsen) สำหรับรักษาผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง นับเป็นการอนุมัติยาชนิดนี้ครั้งแรกของโลก
โดยผู้ป่วยที่จะได้รับยาตามการอนุมัติของญี่ปุ่น ต้องเคยได้รับยาต้านไวรัสมาตรฐานมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน และมีผลตรวจไวรัสตามเกณฑ์ที่กำหนด
ทำไมคนเป็น "ตับอักเสบบี" บางคนต้องกินยานานหลายปี?
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่ในเซลล์ตับได้เป็นเวลานาน การรักษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสามารถยับยั้งไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวน ช่วยลดความเสียหายต่อตับ และลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้
แต่ปัญหาคือ การกดไวรัสไม่ได้หมายความว่าเชื้อหายไป
เมื่อหยุดยา ไวรัสอาจกลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง ผู้ป่วยจำนวนมากจึงจำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และในบางรายอาจต้องรักษาไปตลอดชีวิต
ข้อมูลจากการศึกษาของผู้พัฒนายาระบุว่า การรักษามาตรฐานในปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยไปถึงภาวะที่สามารถควบคุมไวรัสได้โดยไม่ต้องใช้ยาต่อเนื่องนั้น มีความเป็นไปได้น้อยกว่า 1%
จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการพัฒนายาที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถ “หยุดยาได้” จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของวงการรักษาไวรัสตับอักเสบบี
จาก “กินยาคุมไวรัส” สู่โอกาสหยุดยา
บีพิโรเวียร์เซนทำงานแตกต่างจากยากดไวรัสที่ใช้กันทั่วไป
แทนที่จะเน้นยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสเพียงอย่างเดียว ยาชนิดนี้ถูกออกแบบให้เข้าไปขัดขวางการเพิ่มจำนวนตัวเองของไวรัสด้วย ขณะเดียวกันยาอาจมีผลกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันบางส่วน แม้ว่ายังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
เป้าหมายของการรักษาจากยาชนิดนี้ จึงไม่ได้แค่กดไวรัสเท่านั้น แต่สามารถทำให้ร่างกายกลับมาควบคุมไวรัสต่อได้เอง จึงส่งผลให้อาจไม่จำเป็นต้องกินยากดไวรัสต่อเนื่องเหมือนเดิม
ผลทดลองพบประมาณ 1 ใน 5 ควบคุมไวรัสได้หลังหยุดยา
สำหรับผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่กินยาต้านไวรัสตามปกติอยู่แล้ว โดยนักวิจัยให้ บีพิโรเวียร์เซนเพิ่มเข้าไป สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนติดตามผลต่อเนื่อง
หากผลตรวจหลังการรักษาพบว่าไวรัสถูกควบคุมได้ดีตามเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ป่วยจึงจะได้รับอนุญาตให้ หยุดยาต้านไวรัสเดิม และติดตามต่ออีก 6 เดือน เพื่อดูว่าเมื่อไม่มียาช่วยกดไวรัสแล้ว ร่างกายยังควบคุมไวรัสได้ด้วยตัวเองหรือไม่
ผลพบว่า ผู้ที่ได้รับบีพิโรเวียร์เซนประมาณ 24% ผ่านเกณฑ์จนสามารถทดลองหยุดยาต้านไวรัสเดิมได้ และเมื่อประเมินผลในขั้นสุดท้าย ประมาณ 19% หรือเกือบ 1 ใน 5 ยังคงควบคุมไวรัสได้ตามเกณฑ์หลังหยุดการรักษา
แม้ผลสำเร็จประมาณ 19% หรือเกือบ 1 ใน 5 อาจดูไม่สูง แต่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญเมื่อเทียบกับการรักษาในปัจจุบัน ซึ่งการควบคุมไวรัสจนสามารถหยุดยาและยังคงควบคุมไวรัสต่อไปได้เกิดขึ้นไม่บ่อย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีทุก 100 คนจะมี 19 คนที่หยุดยาได้ เพราะการทดลองคัดเลือกผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภาวะตับแข็ง กำลังใช้ยาต้านไวรัสมาตรฐานอยู่แล้ว และมีผลตรวจไวรัสอยู่ในช่วงที่กำหนด จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ายาจะให้ผลแบบเดียวกันในผู้ป่วยทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นด้วย
ทำไมการอนุมัติครั้งนี้ถึงสำคัญ?
ความสำคัญของการอนุมัติยาครั้งนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งปัจจุบันมียาที่สามารถกำจัดการติดเชื้อได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่แล้ว
แต่ไวรัสตับอักเสบบีรักษายากกว่า เนื่องจากไวรัสสามารถทิ้งสารพันธุกรรมไว้ภายในเซลล์ตับ การรักษาที่ผ่านมาจึงเน้นควบคุมไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ และการเสียชีวิตตามมา
การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่แนวทางการรักษาซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยบางส่วน ควบคุมไวรัสได้หลังหยุดยา ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่อนุมัติบีพิโรเวียร์เซนให้ใช้รักษาผู้ป่วยจริง หลังพิจารณาข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 หรือ Phase III ขณะที่ในประเทศอื่น ยายังไม่ได้รับอนุมัติและอยู่ในกระบวนการพัฒนาและพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแล
Phase III คือการทดลองขั้นสำคัญก่อนขออนุมัติยา โดยทดสอบในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น เพื่อยืนยันทั้งผลการรักษาและความปลอดภัย จากนั้นบริษัทจึงนำข้อมูลไปยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งแต่ละประเทศสามารถพิจารณาและอนุมัติในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้
ก่อนหน้านี้ กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นยังได้จัดบีพิโรเวียร์เซนเป็น “ยานวัตกรรมบุกเบิก” ภายใต้โครงการ SENKU หรือระบบเร่งรัดการพิจารณายานวัตกรรม ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นระบบสำหรับยาที่มีความใหม่ ใช้กับโรครุนแรง และคาดว่าจะมีประสิทธิผลสูง เพื่อเร่งการพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาใหม่ได้เร็วขึ้น.
อ้างอิง
https://www.gsk.com/en-gb/media/press-releases/hibsago-bepirovirsen-approved-in-japan-as-first-and-only-functional-cure-for-chronic-hepatitis-b
https://www.gsk.com/en-gb/media/press-releases/bepirovirsen-accepted-for-regulatory-review-in-japan
ภาพจาก GSK







