posttoday
กรมการแพทย์เผย "หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น" ภัยเงียบคราบตะกรันปริแตก เสี่ยงหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน

กรมการแพทย์เผย "หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น" ภัยเงียบคราบตะกรันปริแตก เสี่ยงหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน

21 สิงหาคม 2569

กรมการแพทย์ สถาบันโรคทรวงอก เตือนประชาชนให้ตระหนักถึงอันตรายของ "ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ" โรคเงียบที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เผยอันตรายหากคราบตะกรันปริแตก

KEY

POINTS

  • หลอดเลือดหัวใจตีบเป็น “ภัยเงียบ” ที่สะสมจากคราบไขมันและแคลเซียม ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการในระยะแรก
  • หากคราบตะกรันปริแตก อาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันฉับพลัน ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและหยุดเต้นได้ภายในไม่กี่นาที
  • เมื่อพบผู้หมดสติและไม่หายใจ ให้โทร 1669 เริ่มกดหน้าอกทันที และใช้เครื่อง AED โดยเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนประชาชนให้ตระหนักถึงอันตรายของ "ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ" โรคเงียบที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่สะสมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เผยกลไกอันตราย หากคราบตะกรันปริแตก อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน พร้อมแนะขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการกด CPR และเครื่อง AED เพื่อยื้อชีวิตก่อนถึงมือแพทย์

 

 

หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น ส่งผลอย่างไร?

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายตลอดเวลา โดยอาศัยหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary Artery) หลัก 3 เส้น เป็นเส้นทางลำเลียงเลือดและออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง

ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาวบริเวณผนังหลอดเลือดด้านในเกิดเป็น "คราบตะกรัน" (Plaque) ที่พอกหนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

 

เมื่อหลอดเลือดหลักทั้ง 3 เส้นเกิดการตีบแคบพร้อมกัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตกอยู่ในสภาพที่เปราะบางอย่างมาก เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดเส้นอื่นสำรองเพื่อชดเชย การไหลเวียนของเลือดได้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน

 

ปัจจัยที่ทำให้คราบตะกรันสะสมตัวเร็วขึ้น แบ่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น

  • อายุที่เพิ่มสูงขึ้น
  • เพศชาย
  • ประวัติครอบครัวสายตรงที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ ก่อนวัยอันควร
  • ปัจจัยทางสุขภาพและพฤติกรรม เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง (โดยเฉพาะไขมันชนิด LDL)
  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะน้ำหนักเกิน
  • การขาดการออกกำลังกาย

 

อาการที่ควรสังเกต

นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่เมื่อการตีบแคบรุนแรงขึ้นจนเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ไม่เพียงพอ จะปรากฏสัญญาณเตือน ดังนี้

  • เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง รู้สึกคล้ายมีของหนักทับ หรือถูกบีบรัดบริเวณกลางอก อาการปวดร้าวจากหน้าอกไปยังบริเวณกราม คอ ไหล่ แขนซ้าย หรือสะบักหลัง
  • อาการร่วมอื่นๆ เช่น หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย เหงื่อออกมาก ตัวเย็น หน้าซีด หรือมีอาการจุกบริเวณลิ้น ปี่คล้ายโรคกระเพาะอาหารกำเริบ

 

 

ทำไมถึงเสียชีวิตเฉียบพลัน?

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงกลไกการเสียชีวิตเฉียบพลัน การเสียชีวิตกะทันหันมักไม่ได้เกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบเรื้อรังเพียงอย่างเดียว  แต่เกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ คราบตะกรันที่เกาะอยู่บริเวณผนังหลอดเลือดเกิดการ "ปริแตก" (Plaque Rupture) ร่างกายจะตอบสนอง โดยการสร้างเกล็ดเลือดและลิ่มเลือดเข้ามาอุดรอยแตกนั้นทันที ส่งผลให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่แล้วถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์แบบฉับพลัน

 

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และออกซิเจนกะทันหัน ทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานล้มเหลว นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (Ventricular Fibrillation) หัวใจจะสั่นพลิ้วและไม่สามารถบีบตัวสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะหมดสติและหัวใจหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่นาที

 

 

 

 

4 ขั้นตอนช่วยเหลือเบื้องต้น

นายแพทย์เขตต์ กล่าวว่า หากพบผู้ที่วูบหมดสติและหัวใจหยุดเต้น การช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ คือ สมองก่อนที่เซลล์สมองจะตายมีความสำคัญสูงสุดให้ปฏิบัติตามหลัก 4 ขั้นตอนนี้

 

1.ประเมินสถานการณ์   ตีที่ไหล่ทั้งสองข้างแรงๆ เพื่อดูการตอบสนอง หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจ (หรือ หายใจเฮือก) ให้เริ่มขั้นตอนการช่วยเหลือทันที

 

2.โทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1669   แจ้งศูนย์กู้ชีพว่าพบผู้หมดสติ ไม่หายใจ ระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน และเปิดลำโพงโทรศัพท์เพื่อรับคำแนะนำ

                                           

3.ขอความช่วยเหลือ  ตะโกนให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) มาให้เร็วที่สุด

 

4.ทำการกดหน้าอก (CPR)  วางส้นมือซ้อนกันตรงกึ่งกลางหน้าอก กดให้ลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที กดอย่างต่อเนื่องห้ามหยุดพักจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

การใช้เครื่อง AED  ทันทีที่เครื่องมาถึง ให้เปิดเครื่อง แปะแผ่นนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอกตามรูปบนแผ่น และปฏิบัติตามคำแนะนำด้วยเสียงจากเครื่องอย่างเคร่งครัด

 

 

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ

สำหรับแนวทางการป้องกันเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ วิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยง ได้แก่

 

  1. เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันโลหิต
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัวสูง อาหารรสหวานจัดและเค็มจัด
  3. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
  4. งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
  5. หากมีอาการจุกแน่นหน้าอกขณะออกแรง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test)
  6. การตรวจพิเศษเพิ่มเติม CT Calcium Score

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” เจรจานิวซีแลนด์ ยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเพิ่มการค้า 2.46 แสนล้าน

“อนุทิน” เจรจานิวซีแลนด์ ยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเพิ่มการค้า 2.46 แสนล้าน