
Starlink ทำธุรกิจในไทยได้ หากถูกกฎหมาย ไม่หวั่นดราม่าเทียบกับ NT
ยืนยันไม่ปิดกั้นความเจริญ หาก Starlink ถือหุ้นกับคนไทยตามกฎหมาย ไม่หวั่น NT ถูกเปรียบเทียบให้บริการแพงกว่า ย้ำระบบดาวเทียมต้องเป็นของไทย ไม่ใช่ต่างชาติ 100%
เมื่อ Starlink เลือกเวียดนาม และเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 หลังจากที่มีกระแสข่าวความพยายามในการแลกเงื่อนไขภาษีสหรัฐฯลดลง หากให้ Starlink เข้ามาเปิดบริการในประเทศไทยโดยตรง 100 % โดยขอยกเว้นการตั้งบริษัทร่วมกับคนไทยในสัดส่วน 49:51 % และรัฐบาลปฎิเสธไปที่สุด
ประเด็นดังกล่าวทำให้สังคมบางส่วนเกิดการเปรียบเทียบระหว่างไทย และ เวียดนาม ทันที โดยเฉพาะเรื่องของราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งแพงกว่า
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าวว่า ยังไม่เห็นด้วยกับการให้ Starlink เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยด้วยโครงสร้างที่ต่างชาติถือหุ้น 100% โดยยังคงแนวทางให้ฝ่ายไทยถือหุ้นมากกว่า 50% หรือโครงสร้าง 51:49
สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้นิติบุคคลจดทะเบียนในไทยซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุน มีสถานะเป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมาย
ดังนั้นหาก Starlink พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีพาร์ทเนอร์ไทยร่วมดำเนินธุรกิจ ก็เป็นรูปแบบที่สามารถรับได้
นายไชยชนก ให้เหตุผลว่า ศักยภาพของ Starlink ทั้งด้านเทคโนโลยี ราคา คุณภาพ และความสามารถในการผลิต อยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการรายอื่นแข่งขันได้ยาก
หากเปิดให้เข้ามาด้วยโครงสร้างถือหุ้นต่างชาติทั้งหมด อาจกระทบต่อโอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดโทรคมนาคมและดาวเทียมในอนาคต รวมถึงยังมีประเด็นด้านข้อมูลและความมั่นคงที่ต้องนำมาพิจารณา
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ซึ่งมีการพูดถึงการอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการในประเทศ หรือ Landing Rights รวมถึงร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ โดยในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น ยังมีแนวทางให้บริษัทไทยถือหุ้นมากกว่า 50%
หากปล่อยให้ Starlink เข้ามาถือหุ้น 100% ผมมั่นใจว่าไม่มีบริษัทไหนแข่งขันกับเขาได้ สิ่งที่ผมกำลังป้องกันไม่ใช่การกันเทคโนโลยีหรือความเจริญ หากเขาจริงใจ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและมีพาร์ทเนอร์คนไทย เรารับได้
สำหรับกรณีที่มีการนำ NT มาเปรียบเทียบกับ Starlink นายไชยชนก มองว่า ทั้งสองมีเป้าหมายและบริบทแตกต่างกัน โดยภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมของประเทศขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลกโดยตรง
แต่ต้องการให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นของตัวเอง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือกรณีที่ผู้ให้บริการจากภายนอกไม่ให้บริการ ประเทศไทยก็ยังมีระบบรองรับ
กำลังเปรียบเทียบ NT กับ Starlink เหรอครับ หรือกำลังจะให้ผมเปรียบเทียบ NT กับ Elon Musk ซึ่งมีความแตกต่างกัน เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างระบบขึ้นมาแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก







