
สธ.เผยผลสอบกรณีคีย์ข้อมูล "หมอพร้อม" วาง 3 มาตรการอุดช่องโหว่
สธ.เผยผลสอบข้อมูล "หมอพร้อม" พบคลาดเคลื่อนส่วนใหญ่เป็นงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) วาง 3 มาตรการอุดช่องโหว่ร่วมกับ สปสช.
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดผลตรวจสอบข้อมูลสุขภาพที่แสดงบนแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" หลังได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชน พบข้อมูลที่คลาดเคลื่อนส่วนใหญ่อยู่ในบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) ซึ่งเป็นการบันทึกกิจกรรมด้านสุขภาพ ไม่ใช่ข้อมูลการเจ็บป่วย ขณะที่กรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายพบเพียง 0.3% พร้อมเดินหน้า 3 มาตรการแก้ไข ทั้งแยกหมวดบริการ ยกระดับการยืนยันตัวตนด้วย Digital ID และปรับตัวชี้วัด (KPI) ให้เน้นคุณภาพข้อมูลมากกว่าปริมาณ
วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลงผลการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพในแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม"
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงขอขอบคุณประชาชนที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของตนเองผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม พร้อมยืนยันว่าข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในโรงพยาบาลยังมีความปลอดภัย ไม่มีการรั่วไหลหรือถูกเคลื่อนย้ายออกไปใช้ในทางที่ผิด การดำเนินงานเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
พร้อมย้ำว่า บุคลากรสาธารณสุขทุกคนปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ และไม่มีผู้ใดมีเจตนาสร้างความเสียหายแก่ประชาชน หากพบข้อมูลไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อมหรือแจ้งโดยตรงที่หน่วยบริการ กระทรวงจะเร่งดำเนินการตรวจสอบทุกกรณีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
ร้องเรียนกว่า 18,000 รายการ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพ
ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีประชาชนแจ้งตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบจำนวน 7,164 คน รวม 18,052 รายการ จากสถานบริการ 2,439 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ได้แก่
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ร้อยละ 40
- โรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 24
- ศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่นร้อยละ 18.8
- โรงพยาบาลทั่วไปร้อยละ 10.2
- โรงพยาบาลศูนย์ร้อยละ 6.6
ข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77 อยู่ในกลุ่มบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Promotion and Prevention : PP) ซึ่งเป็นการบันทึกกิจกรรมด้านสุขภาพ เช่น การประเมินความเสี่ยง การตรวจคัดกรอง หรือการให้คำแนะนำด้านสุขภาพ ไม่ใช่ข้อมูลการวินิจฉัยหรือการรักษาโรค จึงไม่ส่งผลกระทบต่อประวัติการเจ็บป่วย สิทธิการรักษา หรือการทำประกัน
จากรายการที่มีข้อมูลครบถ้วนและสามารถตรวจสอบได้จำนวน 16,346 รายการ ขณะนี้ตรวจสอบแล้ว 29.9% พบว่า
- 35.8% เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
- 32.9% อาจมีความเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัด (KPI)
- 24.8% เป็นการบันทึกข้อมูลผิดพลาด
- 0.3% อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย ซึ่งจะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
ทั้งนี้ กระทรวงระบุว่า เมื่อเทียบกับข้อมูลสุขภาพที่บันทึกอยู่ในระบบหมอพร้อม (MOPH-IC) กว่า 1,300 ล้านรายการ ข้อมูลที่มีการร้องเรียนคิดเป็นสัดส่วน น้อยกว่า 0.001% ของข้อมูลทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะเร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แม้ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
สธ.เดินหน้า 3 มาตรการแก้ไข ลดความสับสนและเพิ่มความโปร่งใส
นพ.สุภโชค กล่าวว่า กระทรวงเตรียมดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่
- แยกหมวดบริการให้ชัดเจน ระหว่างบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) กับบริการรักษาพยาบาล เพื่อลดความสับสนของประชาชนในการแสดงผลข้อมูล
- ยกระดับการยืนยันตัวตนด้วย Digital ID โดยใช้ Health ID สำหรับยืนยันตัวตนผู้รับบริการ และใช้ Provider ID ระบุตัวบุคลากรผู้บันทึกข้อมูล เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางข้อมูลย้อนหลังได้อย่างแม่นยำ และลดความเสี่ยงการสวมสิทธิ
- ปรับตัวชี้วัด (KPI) ให้เน้นคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลมากกว่าปริมาณ เพื่อลดแรงจูงใจในการบันทึกข้อมูลผิดพลาด โดยกระทรวงได้ทยอยลดจำนวนตัวชี้วัดจาก 59 ตัวในปีงบประมาณ 2566 เหลือ 49 ตัวในปี 2567 ลดเหลือ 35 ตัวในปี 2568 และเหลือ 30 ตัวในปีงบประมาณ 2569 พร้อมปรับรูปแบบการรายงานให้ใช้ข้อมูลจากระบบที่มีอยู่เป็นหลัก เพื่อลดภาระการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อนของบุคลากร
สปสช.ร่วมตรวจสอบกรณีอาจเกี่ยวข้องการเบิกจ่าย
ด้าน นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช.จะดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนของการตรวจสอบที่พบว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 0.3% โดยจะดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขและการดำเนินการกรณีตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2566 ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน 7 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การสาธารณสุข กฎหมาย ผู้แทนองค์กรเอกชน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาพิจารณา
นอกจากนี้ ในส่วนของตัวชี้วัด KPI จะมีการทำงานร่วมกันเพื่อปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องของตัวผลงานกับการเบิกจ่ายของ สปสช. เพื่อให้บุคลากรเกิดความมั่นใจด้วย







