
จับตา "Triple G" อีกก้าวของยาโรคอ้วน
จับตา Triple G อีกก้าวของยาโรคอ้วน จากผลต่อน้ำหนัก สู่การศึกษาผลลัพธ์โรคร่วมอื่นๆ และความก้าวหน้าของงานวิจัย
KEY
POINTS
- ยาโรคอ้วนรุ่นใหม่ไม่ได้มุ่งเพียงลดน้ำหนัก แต่ยังศึกษาผลต่อโรคร่วม เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม และโรคตับจากไขมันสะสม
- หลายบริษัทกำลังพัฒนายาที่ออกฤทธิ์มากกว่าหนึ่งระบบ โดยผสมกลไกของ GLP-1 กับ GIP, glucagon หรือ amylin เพื่อให้ครอบคลุมการควบคุมความอยากอาหาร น้ำตาลในเลือด และกระบวนการเผาผลาญ
- ยาส่วนใหญ่ยังอยู่ในการทดลองขั้นที่ 2 หรือ 3 จึงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมและการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนนำมาใช้ทั่วไป
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยารักษาโรคอ้วนมักถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ความสวยงาม” เป็น “ตัวช่วยระยะสั้น" ผลลัพธ์ไม่มากพอ และมีคำถามเรื่องความปลอดภัย
แต่การมาถึงของยาในกลุ่ม GLP-1 ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของ “ยาลดน้ำหนัก” ณ ปัจจุบันนี้คือตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ
ถึงขั้น WHO ออกแนวทางระดับโลกฉบับแรกเกี่ยวกับการใช้ยากลุ่ม GLP-1 เพื่อรักษาโรคอ้วนระยะยาวในผู้ใหญ่ ในปี 2568
บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก ต่างลงมาเล่นในสนามการทดลองยาชนิดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะยาลดความอ้วนได้ แต่เป็นเพราะมุมมองต่อ “ความอ้วน” ได้เปลี่ยนเป็น “โรคอ้วน”
ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ที่กลายเป็นโรคที่คุกคามสุขภาพของคนทั่วโลกอันดับต้นๆ ทั้งเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งบางประเภท
จากสถิติระบุว่า
- ในปี 2022 ประชากรโลก 1 ใน 8 คน หรือมากกว่า 1,000 ล้านคน กำลังอยู่กับโรคอ้วน
- ในจำนวนนี้เป็นผู้ใหญ่กว่า 890 ล้านคน ขณะที่อัตราโรคอ้วนในผู้ใหญ่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่านับจากปี 1990 ส่วนในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
- ส่วนโรคไม่ติดต่อเรื้อรังคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 43 ล้านคนในปี 2021 คิดเป็นประมาณ 75% ของการเสียชีวิตทั่วโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการแข่งขันพัฒนายาโรคอ้วนจึงกำลังขยายตัวไปสู่การรักษาโรคเมตาบอลิกและโรคร่วม ซึ่งมีตลาดใหญ่กว่าแค่ “ความอ้วน”
การพัฒนายาลดความอ้วนในปัจจุบันจึงแข่งขันกันสูง และไม่จบที่ GLP-1 (ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1) วันนี้วงการกำลังจับตา “Triple G” ที่กำลังขยับจากความเป็นไปได้ในห้องทดลองเข้าใกล้การนำมาใช้รักษาจริงมากขึ้น
(หมายเหตุ : ปัจจุบันยาในหมวด Triple G ยังอยู่ในขั้นตอนวิจัยและพัฒนา ยังไม่ได้ผ่านการรับรอง FDA และวางขายเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด)
Triple G คืออะไร
GLP-1 ที่คนทั่วไปคุ้นเคยตอนนี้ จะช่วยเพิ่มการหลั่งอินซูลินตามระดับน้ำตาล ชะลอการเคลื่อนอาหารออกจากกระเพาะ และส่งสัญญาณอิ่ม
แต่ Triple G มีเพิ่มมาอีก 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่
- GIP ช่วยให้ร่างกายจัดการน้ำตาลและสารอาหารหลังมื้ออาหารได้ดีขึ้น และ
- Glucagon เกี่ยวข้องกับการนำพลังงานที่สะสมไว้ออกมาใช้ และอาจช่วยเพิ่มการใช้พลังงานของร่างกาย แต่โดยธรรมชาติ glucagon สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย รวมถึงกระบวนการเผาผลาญไขมันในตับ
ยารุ่นก่อนบางชนิดออกฤทธิ์เพียงหนึ่งหรือสองตัว แต่ Triple G พยายามรวมทั้งสามอย่างไว้ในตัวเดียว
นักวิจัยสนใจว่าแนวทางนี้อาจช่วยดูแล “ปัญหาเมตาบอลิก” หรือ ปัญหาเกี่ยวการควบคุมน้ำตาล ไขมัน และการใช้พลังงานของร่างกาย ได้กว้างกว่าการมุ่งลดความอยากอาหารหรือลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งย่อมจะมีผลต่อสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น
- น้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวานชนิดที่ 2
- ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- ไขมันในเลือดผิดปกติ
- ไขมันสะสมในตับ
- ความดันโลหิตสูง
- โรคอ้วนและไขมันสะสมรอบอวัยวะภายใน
ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ายากลุ่มนี้ยังต้องผ่านการศึกษาเพื่อยืนยันทั้งประโยชน์และความปลอดภัย
หลักฐานระยะที่ 3 ของ Retatrutide ตัวเปลี่ยนเกม?
Eli Lilly เป็นบริษัทที่ถือว่านำหน้าในการพัฒนา Triple G โดย Retatrutide เป็นสารทดลองชนิดฉีดสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งออกฤทธิ์ต่อ GLP-1, GIP และ Glucagon พร้อมกัน หลังรายงานผลการศึกษาระยะที่ 3 หลายชุด ที่บริษัทออกมาให้ข่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า
ขณะนี้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับเตรียมยื่นคำขออนุมัติกับหน่วยงานกำกับดูแล หรือ FDA ภายในไตรมาสแรกของปี 2570 (มกราคม–มีนาคม) เพื่อขออนุมัติใช้ในโรคอ้วน
ที่สำคัญคือ ยังมีการศึกษาย่อยในผู้ ที่มีอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม และผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรง
บริษัทได้ออกมาเปิดเผยว่า การที่ศึกษา Retatrutide ในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นเพราะทั้งสองภาวะมีความเชื่อมโยงกับโรคอ้วนอย่างใกล้ชิด น้ำหนักที่ลดลงอาจช่วยลดแรงกดบนข้อเข่า ขณะที่การลดไขมันบริเวณลิ้นและรอบทางเดินหายใจอาจช่วยให้หายใจระหว่างหลับได้สะดวกขึ้น
ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย ผู้เข้าร่วมกลุ่มที่ได้ขนาดยาซึ่งให้ผลสูงสุดมีคะแนนอาการปวดเข่าลดลงจากค่าเริ่มต้น 73.1% ขณะที่ดัชนีจำนวนครั้งของการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วต่อชั่วโมงลดลงจากค่าเริ่มต้น 60.6% ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่สัดส่วนผู้ป่วยที่หายจากโรค และยังไม่ใช่หลักฐานว่ายามีผลเช่นเดียวกันในผู้ใช้ทุกคน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นผลจากการศึกษาของบริษัท ยายังไม่ได้รับอนุมัติ และยังต้องผ่านการประเมินทั้งประโยชน์ ความปลอดภัย และข้อบ่งใช้จากหน่วยงานกำกับดูแล
อีกทั้ง ยังมีข้อกังวลเรื่องอาการไม่พึงประสงค์ เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ท้องผูก และอาเจียน ขณะที่อัตราหยุดยาเนื่องจากอาการไม่พึงประสงค์มีแนวโน้มสูงขึ้นในบางกลุ่มที่ได้รับยาขนาดสูง ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ายานี้จะเข้ามาแทนการรักษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน”
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ Eli Lilly เพียงบริษัทเดียว บริษัทยารายใหญ่อย่าง Novo Nordisk, Amgen, Roche และความร่วมมือระหว่าง Boehringer Ingelheim กับ Zealand Pharma ก็กำลังพัฒนายาโรคอ้วนรุ่นใหม่ที่ใช้กลไกแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ยาของทุกบริษัทจะจัดเป็น Triple G
บริษัทที่กำลังพัฒนายารักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่
เปรียบเทียบยาที่กำลังพัฒนา วิธีการทำงาน และความคืบหน้าของการทดลอง
|
บริษัท |
ยาที่กำลังพัฒนา |
วิธีการทำงาน |
ความคืบหน้า |
|---|---|---|---|
|
Eli Lilly |
Retatrutide (LY3437943) |
ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมน 3 ระบบ ได้แก่ GIP, GLP-1 และ glucagon |
ผ่านการทดลองขั้นที่ 3 หลายการศึกษาแล้ว บริษัทวางแผนยื่นขออนุมัติต่อ FDA ในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2570 แต่ยังไม่ได้กำหนดวันวางจำหน่าย |
|
Hanmi |
Efocipegtrutide (HM15275) |
ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมน 3 ระบบ ได้แก่ glucagon, GIP และ GLP-1 |
อยู่ในการทดลองขั้นที่ 2b เพื่อศึกษาการรักษา MASH หรือโรคตับอักเสบจากไขมันสะสม ยังต้องผ่านการทดลองขนาดใหญ่เพิ่มเติม |
|
Novo Nordisk |
Cagrilintide/Semaglutide, Cagrilintide และ Zenagamtide |
ใช้กลไกของ GLP-1 และ amylin เพื่อช่วยควบคุมความอยากอาหารและทำให้อิ่มนานขึ้น |
สูตรผสมหลักผ่านการทดลองขั้นสุดท้ายแล้ว และถูกส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ พิจารณา ส่วนยาตัวอื่นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา |
|
Amgen |
Maridebart cafraglutide (AMG 133) |
กระตุ้นตัวรับ GLP-1 พร้อมกับยับยั้งตัวรับ GIP |
อยู่ในการทดลองขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นการทดลองขนาดใหญ่ขั้นสุดท้ายก่อนนำข้อมูลไปใช้ประกอบการขออนุมัติ |
|
Roche |
Enicepatide (CT-388), CT-996 และ Petrelintide |
มีทั้งยาที่ออกฤทธิ์ต่อ GIP และ GLP-1, ยา GLP-1 ชนิดรับประทาน และยาที่เลียนแบบฮอร์โมน amylin |
ยาแต่ละตัวมีความคืบหน้าไม่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในการทดลองระยะแรกถึงระยะกลาง และยังต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติม |
|
Boehringer Ingelheim / Zealand Pharma |
Survodutide |
ออกฤทธิ์ต่อ GLP-1 และ glucagon พร้อมกัน |
อยู่ในการทดลองขั้นที่ 3 ทั้งสำหรับโรคอ้วนและ MASH หรือโรคตับอักเสบจากไขมันสะสม |
|
AstraZeneca |
Elecoglipron (AZD5004) |
ยาเม็ดชนิดโมเลกุลขนาดเล็กที่ออกฤทธิ์ต่อ GLP-1 |
กำลังเข้าสู่การทดลองขั้นที่ 3 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น |
|
Viking Therapeutics |
VK2735 |
ออกฤทธิ์ต่อ GIP และ GLP-1 โดยพัฒนาทั้งรูปแบบยาฉีดและยาเม็ด |
รูปแบบยาฉีดเข้าสู่การทดลองขั้นที่ 3 ส่วนรูปแบบยาเม็ดกำลังเตรียมเข้าสู่การทดลองขั้นที่ 3 |
หมายเหตุ: ยาหลายรายการในตารางยังอยู่ระหว่างการทดลอง และยังไม่ได้รับอนุมัติให้วางจำหน่าย
คำถามที่ยังต้องตอบ
ก่อนเรียก Triple G ว่ามาตรฐานใหม่ ยังมีคำถามหลายอย่างที่ควรต้องติดตามต่อ เช่น ความปลอดภัยระยะยาว ผลลัพธ์เหนือกว่าตัวที่มีอยู่ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด และประโยชน์ต่อโรคร่วมจะคงอยู่เพียงใดเมื่อปรับลดหรือหยุดยา จะรักษามวลกล้ามเนื้อและภาวะโภชนาการได้อย่างไร และที่สำคัญคือราคากับกำลังการผลิตจะทำให้ผู้ป่วยที่ต้องการจริงเข้าถึงได้หรือไม่
Triple G น่าจับตา อย่างที่เกริ่นแต่แรกว่า ความหมายที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเลขน้ำหนักลดหลักเดียว แต่น่าจับตายาเหล่านี้หากมันสามารถพิสูจน์ผลต่อหัวใจ ตับ ไต ข้อ การทำหน้าที่ และคุณภาพชีวิต พร้อมความปลอดภัยและการเข้าถึงที่ยอมรับได้ ซึ่งจะต้องได้รับการพิสูจน์ต่อไป.







