
คนโสดปกป้องสิทธิ! ควรทำ “หนังสือระบุผู้รับเงินประกันสังคม" ส่งต่อเงินกรณีเสียชีวิต
คนโสดไม่มีคู่ ไม่มีบุตร และหากวันหนึ่งบิดามารดาไม่อยู่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน "เงินสงเคราะห์กรณีตาย" จะไม่มีผู้รับสิทธิ และประกันสังคมจะไม่ได้จ่ายให้แก่บุคคลใดเลย
ไม่มีคู่ ไม่มีลูก และหากวันหนึ่งไม่มีพ่อแม่อยู่แล้ว เงินจากประกันสังคมจะส่งต่อให้ใคร? คำถามที่ดูเหมือนไกลตัว แต่นี่คือเรื่องสำคัญสำหรับคนโสด!
ล่าสุด สำนักงานประกันสังคมแนะนำให้ทำ “หนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตาย” เพื่อส่งต่อเงินตามสิทธิให้แก่คนที่ต้องการดูแลล่วงหน้า เพื่อกำหนดว่าเงินก้อนนี้ควรส่งต่อไปยังใคร โดยผู้รับไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สมรสหรือบุตรเท่านั้น แต่อาจเป็นคู่ชีวิต พี่น้อง ญาติ เพื่อนสนิท หรือบุคคลใกล้ชิดที่ผู้ประกันตนต้องการมอบสิทธิให้ก็ได้
อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกันตนไม่ได้ทำหนังสือระบุผู้รับสิทธิไว้ สำนักงานประกันสังคมจะเฉลี่ยจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน แต่หากไม่มีบุคคลในกลุ่มดังกล่าว ก็อาจไม่มีผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ก้อนนี้!
ปีเดียว ผู้ประกันตนเสียชีวิตกว่า 33,000 คน
ข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมระบุว่า ตลอดปี 2567 มีผู้ประกันตนเสียชีวิต 33,746 คน ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีผู้เสียชีวิตอีก 16,683 คน ซึ่งในแต่ละปีมีครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดจำนวนมากที่ต้องดำเนินการยื่นขอรับสิทธิ
ทั้งนี้ ในระบบบัญชีของสำนักงานประกันสังคมยังมีรายการที่เรียกว่า “ประโยชน์ทดแทนค้างจ่าย กรณีผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิไม่มารับเงิน” และ “เงินผูกพันที่ผู้มีสิทธิไม่มารับ” อยู่จริง อีกทั้งคณะกรรมการตรวจสอบกองทุนประกันสังคมได้มีการรับทราบรายงานการจ่ายประโยชน์ทดแทนค้างจ่าย ณ เดือนธันวาคม 2567
อย่างไรก็ตาม เอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังไม่ได้แสดงตัวเลขรวมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกันตนหรือทายาทที่ยังไม่มารับเงินจำนวนกี่ราย คิดเป็นเงินเท่าใด และเป็นสิทธิประเภทใดบ้าง
แต่รายละเอียดดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการเอกสารและแจ้งคนใกล้ชิดไว้ล่วงหน้า เพราะแม้จะมีสิทธิตามกฎหมาย แต่หากไม่มีผู้รับรู้หรือไม่มีเอกสารไปยื่นดำเนินการ เงินก็อาจไม่สามารถส่งถึงผู้ที่เจ้าของสิทธิต้องการดูแลได้
เงินที่เกี่ยวข้องมีอย่างน้อย 3 ส่วน
กรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 เสียชีวิต สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วยเงินอย่างน้อย 3 ส่วน ซึ่งมีผู้รับและเงื่อนไขแตกต่างกัน
1. ค่าทำศพ 50,000 บาท
สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าทำศพจำนวน 50,000 บาทแก่ผู้จัดการศพ ซึ่งอาจเป็นบุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ คู่สมรส บิดามารดา บุตร หรือบุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพจริง สิทธินี้แยกจากเงินสงเคราะห์กรณีตาย ดังนั้น ผู้จัดการศพกับผู้รับเงินสงเคราะห์อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนก็ได้
2. เงินสงเคราะห์กรณีตาย
ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป โดยจำนวนเงินพิจารณาจากค่าจ้างเฉลี่ยและระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ดังนี้
- ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือน แต่ไม่ถึง 120 เดือน ได้รับเงินเท่ากับ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 4 เดือน หรือเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน
- ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป ได้รับเงินเท่ากับ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 12 เดือน หรือเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบเพิ่มจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสงเคราะห์สูงสุดตามสองกรณีเพิ่มเป็นประมาณ 35,000 บาท และ 105,000 บาทตามลำดับ
ทั้งนี้ จำนวนเงินจริงของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับค่าจ้างเฉลี่ย ช่วงเวลาการส่งเงินสมทบ และหลักเกณฑ์ที่ใช้ในวันที่เกิดสิทธิ
3. เงินบำเหน็จชราภาพ
เงินบำเหน็จชราภาพเป็นสิทธิอีกส่วนหนึ่ง แยกจากค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตาย เมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามหลักเกณฑ์อาจขอรับเงินส่วนนี้ได้
ทำหนังสือระบุผู้รับสิทธิอย่างไร
-
ผู้ประกันตนสามารถดาวน์โหลด “แบบหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตาย” จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม โดยกรอกข้อมูลของผู้ประกันตนและบุคคลที่ต้องการระบุให้เป็นผู้รับเงิน หากมีผู้รับมากกว่าหนึ่งคน สามารถกำหนดส่วนที่แต่ละคนจะได้รับไว้ในหนังสือได้ ลงชื่อพยานให้เรียบร้อย แล้วเก็บไว้กับตัว
-
เมื่อเกิดเหตุ ผู้รับสิทธิต้องนำเอกสารมายื่นขอเงิน ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต
-
สถานที่ยื่น สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือกรุงเทพมหานครพื้นที่ ที่สะดวก
สำหรับคนโสด การทำหนังสือเพียงหนึ่งฉบับอาจเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เงินตามสิทธิส่งไปถึงคนที่ต้องการดูแลจริง เพราะการวางแผนชีวิตที่ดีไม่ได้หมายถึงการเตรียมพร้อมเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการสิ่งที่สร้างและสะสมไว้หลังจากเสียชีวิตด้วย.
ทั้งนี้ รายละเอียดเอกสารอาจแตกต่างกันตามประเภทเงินและสถานะของผู้ยื่น จึงควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคม หรือสอบถามสายด่วน 1506 ก่อนดำเนินการ







