
8 ปี หลัง “คดีตัดต่อพันธุกรรมเด็ก” ทำไมโลกกลับมาถกเถียงเรื่องที่เคยประณามอีกครั้ง!
8 ปีก่อน เหอ เจี้ยนขุย เคยถูกสั่งจำคุกจากคดี “ตัดต่อจีโนมเด็ก” วันนี้สตาร์ทอัพกำลังวิจัยแก้ไขยีนตัวอ่อนมนุษย์อีก! แล้วโลกพร้อมเปิดประตูเทคฯ ที่เคยถูกประณามหรือ?
KEY
POINTS
- ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากคดีของนักวิทยาศาสตร์จีน เหอ เจี้ยนขุย ในปี 2561 ที่สร้างทารกจากการตัดต่อยีนคนแรกของโลกจนถูกประณามและจำคุก
- แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการตัดต่อยีนมีความก้าวหน้า แม่นยำ และปลอดภัยขึ้นมาก สวนทางกับ 8 ปีก่อน
- ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในสหรัฐฯ เริ่มระดมทุนเพื่อศึกษาการแก้ไขยีนในตัวอ่อนมนุษย์อีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าควรพิจารณาเทคโนโลยีนี้ใหม่หรือไม่เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงทางพันธุกรรม
ปี 2561 วงการวิทยาศาสตร์โลกสั่นสะเทือน เมื่อ เหอ เจี้ยนขุย (He Jiankui) นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ประกาศต่อที่ประชุมสุดยอดด้านการตัดต่อจีโนมมนุษย์ที่ฮ่องกงว่า
'เขาใช้เทคโนโลยี CRISPR-Cas9 แก้ไขยีนในตัวอ่อนจนเกิดเป็นเด็กแฝดที่มีดีเอ็นเอถูกดัดแปลงเป็นคนแรกของโลก'
คำประกาศครั้งนั้นนำไปสู่การประณามจากประชาคมวิทยาศาสตร์ทั่วโลก และท้ายที่สุดเหอถูกศาลจีนตัดสินจำคุก 3 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยผิดกฎหมาย
แต่ในปี 2569 ประเด็นนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อ ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชีวภาพหลายรายในสหรัฐฯ เริ่มระดมทุนและตั้งบริษัทเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไขยีนตัวอ่อนมนุษย์ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเทคโนโลยีมีความแม่นยำและปลอดภัยเพียงพอ การตัดต่อยีนตั้งแต่ระดับตัวอ่อนเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมร้ายแรงควรถูกพิจารณาใหม่หรือไม่?
จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียง คดี He Jiankui ปี 2561
เหอ เจี้ยนขุย ขณะนั้นเป็นรองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตอนใต้ของจีน เมืองเสิ่นเจิ้น ใช้เทคโนโลยี CRISPR-Cas9 แก้ไขยีน CCR5 ในตัวอ่อนของคู่สมรส 7 คู่ที่ฝ่ายชายติดเชื้อเอชไอวี โดยอ้างว่าเพื่อสร้างภูมิต้านทานเอชไอวีให้ทารกที่จะเกิดมา ผลคือมีเด็กที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมเกิดจริงอย่างน้อย 3 คนจาก 2 ครอบครัว
ปลายปี 2562 ศาลแขวงหนานซาน นครเสิ่นเจิ้น ตัดสินจำคุกเหอเป็นเวลา 3 ปี พร้อมปรับเงิน 3 ล้านหยวน ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยผิดกฎหมาย ร่วมกับผู้ร่วมงานอีก 2 คนที่ได้รับโทษเบากว่า ศาลระบุว่าทั้งสามปลอมแปลงเอกสารรับรองจริยธรรมและหลอกให้แพทย์ฝังตัวอ่อนที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมโดยผู้รับบริการไม่รู้ตัว
ทำไมโลกวิทยาศาสตร์ถึงไม่ยอมรับงานของเหอ เจี้ยนขุย
คดีดังกล่าวตัดสินภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า เหอ เจี้ยนขุย ได้ปลอมแปลงเอกสารรับรองจริยธรรม และขาดกระบวนการยินยอมที่โปร่งใสจากครอบครัวผู้เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมองว่าโลกมีวิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากพ่อสู่ลูกที่ปลอดภัยกว่าอยู่แล้วในทางการแพทย์ ทำไมต้องทำอีก? ทำให้จุดประสงค์ของงานวิจัยถูกตั้งคำถาม
รวมไปถึงทีมวิจัยไม่สามารถสร้างการกลายพันธุ์ CCR5 ที่พบตามธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ ทำให้เกิดความกังวลถึงสุขภาพระยะยาวของเด็กที่ถูกตัดต่อยีนว่าโตขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งไม่สามารถหาคำตอบได้ในปัจจุบัน
ที่สำคัญคือ การตัดต่อยีนตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน เป็นการแก้ไขยีนที่เด็กซึ่งได้รับการตัดต่อยีนสามารถส่งต่อยีนที่ตัดต่อแล้วนี้ไปยังรุ่นลูกหลานได้! (โดยที่ยังไม่ทราบผลกระทบระยะยาว) ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
2562–2568 เมื่อโลกไม่หยุดแต่เปลี่ยนทิศ
แม้คดีของเหอ เจี้ยนขุย ในปี 2561 จะทำให้การตัดต่อยีนตัวอ่อน กลายเป็นข้อห้ามที่แทบทุกประเทศไม่แตะต้อง แต่หลังจากนั้นเทคโนโลยี CRISPR หรือการตัดต่อยีน กลับพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วแบบสวนทางกัน!
ส่วนเป้าหมายนั้น จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ในการตัดต่อยีนตัวอ่อนในครรภ์ก่อนเกิด แต่ใช้รักษาผู้ป่วยที่เกิดมาแล้ว
และแล้วในปี 2563 ก็เป็นปีที่ทุกคนหันกลับมาให้ความหวังกับการตัดต่อยีนได้อย่างเต็มที่ เมื่อ เอ็มมานูแอล ชาร์ป็องตีเย (Emmanuelle Charpentier) และ เจนนิเฟอร์ ดาวด์นา (Jennifer Doudna) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี จากผลงานพัฒนาเทคนิค CRISPR-Cas9 ให้เป็นเครื่องมือตัดต่อยีนที่แม่นยำ ซึ่งคณะกรรมการโนเบลระบุว่าเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
หลังจากนั้น เทคโนโลยีก็พัฒนาขึ้น ตามมาด้วยการพัฒนาต่อยอดเทคนิคอย่าง การแก้ไขเบสแบบแม่นยำ Base Editing ที่แก้ไขยีนได้แม่นยำขึ้นโดยไม่ต้องตัดสาย DNA ทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นเทคนิคที่ปลอดภัยกว่าเดิมมาก ตามมาด้วยการอนุมัติยีนบำบัด รักษาโรคเลือดอย่างธาลัสซีเมียและโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวในหลายประเทศ รวมไปถึงการนำเทคนิคดังกล่วไปรักษาโรคพันธุกรรมหายาก
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ หนูน้อยเคเจ มัลดอน (KJ Muldoon) ทารกชาวอเมริกันที่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่แรกเกิดว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมหายากขั้นรุนแรง ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคใดๆ ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว ทีมแพทย์สามารถนำเซลล์ไขกระดูกของเคเจออกมาแก้ไขยีนที่บกพร่องให้ถูกต้อง แล้วนำกลับเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เขาสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จจนกลับมาเติบโตและใช้ชีวิตได้อย่างเด็กปกติ
ทำให้เห็นว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์โลกไม่ได้หยุดพัฒนาเทคโนโลยีตัดต่อยีน แต่เปลี่ยนโฟกัสไปที่การรักษาคนที่ป่วยแล้ว แทนการแก้ไขตัวอ่อนก่อนเกิด ซึ่งยังคงเป็นเส้นแดงที่แทบไม่มีประเทศใดกล้าข้าม
(อ่านเพิ่มเติม : ไขคำตอบ! ทำไมการรักษาหนูน้อย KJ จึงเป็น 'เรื่องมหัศจรรย์' ของวงการแพทย์)
แล้วทำไมปี 2569 ถึงกลับมาพูดเรื่องนี้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2569 มีความเคลื่อนไหวจากภาคเอกชนสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 บริษัทที่ประกาศตัวว่ากำลังศึกษาการแก้ไขยีนตัวอ่อนมนุษย์ .. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อน ได้แก่
พรีเวนทิฟ Preventive ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านยีน ลูกัส แฮร์ริงตัน (Lucas Harrington) ซึ่งระดมทุนได้ราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แมนฮัตตัน จีโนมิกส์ (Manhattan Genomics) ก่อตั้งโดย แคธี ไท (Cathy Tie) และ เอริโอนา ไฮซอลลี (Eriona Hysolli)
และ บูตสแตรป ไบโอ (Bootstrap Bio) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech Startup) จากรัฐแคลิฟอร์เนียที่กำลังระดมทุนเพิ่ม ภายใต้ประโยคที่ว่า
“หากพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัย นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสุขภาพที่สำคัญที่สุดในยุคของเรา”
ขณะเดียวกัน ในทางวิชาการก็มีความคืบหน้าคู่ขนาน เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ทีมวิจัยนานาชาตินำโดย ดีเตอร์ เอกลี (Dieter Egli) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) เผยแพร่งานวิจัยที่ใช้เทคนิคการแก้ไขเบสแบบแม่นยำ (Base Editing) รายงานว่า
สามารถแก้ไขยีนก่อโรคในตัวอ่อนมนุษย์ระดับห้องปฏิบัติการได้ในบางกรณี
ซึ่งนักวิจัยด้านจริยธรรมมองว่าเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีกำลังเข้าใกล้ความแม่นยำที่มากขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่นำไปใช้ทางคลินิกได้
ที่น่าสังเกตคือ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งปีหลังจากที่สมาคมวิชาชีพด้านยีนบำบัดระดับโลก 3 แห่ง ได้แก่ (สมาคมยีนและเซลล์บำบัดแห่งสหรัฐอเมริกา (ASGCT) ,สมาคมสากลเพื่อการบำบัดด้วยเซลล์และยีน ( ISCT ) และ พันธมิตรเพื่อเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Alliance for Regenerative Medicine) ร่วมกันประกาศ เรียกร้องให้มีการพักการตัดต่อยีนตัวอ่อน สะท้อนว่าฝั่งภาคเอกชนและฝั่งภาควิชาการ-จริยธรรมยังคงมีความเห็นที่ต่างกันอย่างชัดเจน
“สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการนำเสนองานวิจัยนี้ และการที่บางฝ่ายอาจนำไปใช้โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของมนุษยชาติ” บรูซ เลวิน (Bruce Levine) ประธานคณะกรรมการจริยธรรม ISCT กล่าว
สิ่งที่ต้องย้ำคือ ข่าวความเคลื่อนไหวของสตาร์ทอัพเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าโลกอนุญาตให้ตัดต่อยีนตัวอ่อนเพื่อมีบุตรแล้ว แต่หมายถึงโลกเริ่มกลับมาถกเถียงประเด็นเดิมที่เคยถูกปิดตายไปตั้งแต่ปี 2561 อีกครั้ง ภายใต้บริบทที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมากนั่นเอง!
| Somatic (โซมาติก) |
Germline (เจิร์มไลน์) |
|
|---|---|---|
| แก้ไขที่ไหน | เซลล์ร่างกายของผู้ป่วย | เซลล์ตัวอ่อน / ไข่ / อสุจิ |
| ส่งต่อรุ่นลูกหรือไม่ | ไม่ส่งต่อ | ส่งต่อได้ทุกรุ่น |
| สถานะการใช้จริง | ✅ มีการรักษาที่ได้รับอนุมัติแล้ว | ❌ ยังอยู่ระหว่างวิจัย ไม่มีประเทศใดอนุญาตให้ใช้รักษาทางคลินิก |
กลุ่มโรคที่มักถูกยกเป็นเป้าหมายของการตัดต่อยีนตัวอ่อน คือโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากยีน ซึ่งมีความรุนแรงสูงและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เช่น ธาลัสซีเมีย โรคฮันติงตัน โรคเทย์-แซคส์) กล้ามเนื้อเสื่อมดูเชนน์ และซิสติกไฟโบรซิส
แม้ในทางทฤษฎี การแก้ไขยีนก่อโรคอาจป้องกันการถ่ายทอดโรคได้ แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำและความปลอดภัย จึงยังไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้
แล้วทำไมหลายฝ่ายยังคัดค้าน
ข้อกังวลหลักแบ่งออกเป็น 3 ด้าน
1. ความเสี่ยงทางวิทยาศาสตร์ เช่น
• การตัดแก้ไขยีนผิดตำแหน่งโดยไม่ตั้งใจ
• เซลล์ในตัวอ่อนถูกแก้ไขไม่เท่ากันทุกเซลล์
• ยังไม่มีข้อมูลผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และส่งต่อรุ่นถัดไป
2. ข้อกังวลทางจริยธรรม
• ความเสี่ยงต่อการเกิด “ทารกออกแบบได้” ที่เลือกลักษณะที่ต้องการ ไม่ใช่แค่ป้องกันโรค
• ความเหลื่อมล้ำ หากเทคโนโลยีมีราคาสูง อาจเข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวย
• คำถามเรื่องความยินยอมของตัวอ่อน/เด็กที่ยังไม่เกิด ซึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมได้ด้วยตนเอง
3. ช่องว่างทางกฎหมายและการกำกับดูแล
องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดตั้งคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญขึ้นตั้งแต่ปี 2561 หลังคดี เหอ และเผยแพร่กรอบธรรมาภิบาลการตัดต่อจีโนมมนุษย์อย่างเป็นทางการในปี 2564 โดยเน้นการสร้างกลไกกำกับดูแลระหว่างประเทศ มากกว่าการชี้ขาดว่าควรอนุญาตหรือห้ามโดยเด็ดขาด งานวิจัยที่สำรวจนโยบายกว่า 96 ประเทศทั่วโลกยังพบว่า จนถึงปัจจุบันไม่มีประเทศใดในโลกอนุญาตให้ตัดต่อยีนตัวอ่อนได้อย่างถูกกฎหมาย และมีอย่างน้อย 70 ประเทศที่มีนโยบายชัดเจนในการห้ามเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น
| ประเทศ | วิจัยตัวอ่อน (ไม่ตั้งครรภ์) |
ใช้รักษาโรค (Somatic) |
ตัดต่อตัวอ่อน (Germline) |
|---|---|---|---|
| 🇬🇧 อังกฤษ | ✅ อนุญาต มีใบอนุญาตจาก HFEA |
✅ ใช้จริงแล้ว ในบางโรค |
❌ ห้าม ตามกฎหมาย |
| 🇺🇸 สหรัฐฯ | ✅ อนุญาต ใช้ทุนเอกชนได้ แต่ทุนรัฐบาลกลางห้าม |
✅ ใช้จริงแล้ว ในบางโรค |
❌ ห้าม FDA ไม่รับพิจารณาคำขอทดลองทางคลินิก |
| 🇨🇳 จีน | ✅ อนุญาต ภายใต้การกำกับเข้มงวดหลังคดี He Jiankui |
✅ ใช้จริงแล้ว ในบางโรค |
❌ ห้าม ตามประมวลกฎหมายอาญาและแพ่ง |
| 🇯🇵 ญี่ปุ่น | ✅ อนุญาต ตามแนวปฏิบัติของรัฐ |
✅ ใช้จริงแล้ว ในบางโรค |
❌ ห้าม ตามแนวปฏิบัติ |
| 🇨🇦 แคนาดา | ❌ ห้าม ตาม Assisted Human Reproduction Act |
✅ ใช้จริงแล้ว ในบางโรค |
❌ ห้าม ตามกฎหมาย |
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน
ประเทศไทยมีการวางรากฐานด้านการแพทย์จีโนมิกส์มาระยะหนึ่งแล้ว ผ่านแผนงาน จีโนมิกส์ไทยแลนด์ (Genomics Thailand) รวมถึงการพัฒนากรอบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMP) ซึ่งครอบคลุมทั้งยีนบำบัด (Gene Therapy) และเซลล์บำบัด (Cell Therapy) ภายใต้การกำกับความเสี่ยงของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการตัดต่อยีนตัวอ่อน ประเทศไทยยังไม่มีกรอบกฎหมายหรือการอนุญาตให้ดำเนินการทางคลินิกในลักษณะนี้แต่อย่างใด สอดคล้องกับทิศทางเดียวกับนานาประเทศที่ยังไม่มีประเทศใดในโลกอนุญาตให้ทำเช่นนี้อย่างถูกกฎหมาย การดำเนินการวิจัยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวอ่อนมนุษย์จึงยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลด้านจริยธรรมการวิจัยในคนอย่างเข้มงวด
….
ท้ายสุดนี้ จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าใกล้วันที่สามารถแก้ไขโรคทางพันธุกรรมได้ตั้งแต่ก่อนเกิดจริง คำถามที่โลกรอที่จะเผชิญอยู่อาจไม่ใช่แค่
“เราทำได้หรือไม่” อีกต่อไป
แต่คือ “เราควรอนุญาตให้ทำหรือไม่ และใครควรเป็นผู้กำหนดขอบเขตของเทคโนโลยีนี้”
ซึ่งเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบร่วมกันในระดับโลก แม้จะผ่านมาแล้ว 8 ปีนับจากคดีเหอก็ตาม
อ้างอิง
CNN, NPR, Xinhua, Al Jazeera, Science (AAAS), GEN, BioSpace รายงานคดี He Jiankui (2561–2562)
World Health Organization (WHO) กรอบธรรมาภิบาลการตัดต่อจีโนมมนุษย์ (2564)
The CRISPR Journal; Journal of Law and the Biosciences (Oxford Academic); Center for Genetics and Society
https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-06-25/-superbabies-startup-bootstrap-bio-seeks-funds-for-gene-editing-company







