
กบฏฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมซาอุฯ เปิดแนวรบใหม่สงครามสหรัฐ-อิหร่าน
กบฏฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมทางทะเลซาอุดีอาระเบีย เสี่ยงกระทบอุปทานน้ำมันโลก ขณะสหรัฐฯ-อิหร่านยังเดินหน้าโจมตี แม้มีสัญญาณเจรจาหยุดยิง
กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศเมื่อวันจันทร์ (21 ก.ค.) ว่าจะใช้มาตรการ “ปิดล้อมทางทะเล” ต่อซาอุดีอาระเบีย โดยมีผลทันที ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความเสี่ยงขยายตัวเป็นแนวรบใหม่ และเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานพลังงานและการค้าโลกนอกเหนือจากอ่าวเปอร์เซีย
แถลงการณ์ของกองกำลังฮูตีระบุว่า การประกาศ “คว่ำบาตรทางทะเลต่อศัตรูซาอุดีอาระเบีย” เป็นการตอบโต้สิ่งที่กลุ่มเรียกว่า “การปิดล้อมที่ไม่เป็นธรรมและกดขี่ต่อประชาชนเยเมน” พร้อมย้ำว่าจะดำเนินการภายใต้หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
จนถึงขณะนี้ ซาอุดีอาระเบียยังไม่มีท่าทีตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อประกาศดังกล่าว
เสี่ยงกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก
การเคลื่อนไหวของฮูตีเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานว่า อิหร่านได้กดดันให้กลุ่มปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นประตูสู่ทะเลแดง หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านต่อไป
นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากช่องแคบบับอัลมันเดบถูกปิดอย่างสมบูรณ์ จะทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปอีกราว 7% เนื่องจากน้ำมันส่งออกส่วนใหญ่ของซาอุดีอาระเบียจะไม่สามารถออกจากภูมิภาคได้ ขณะที่สงครามในอ่าวเปอร์เซียได้ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันลดลงแล้วประมาณ 10% ของอุปทานโลก
หลังการประกาศของฮูตี ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนอ่อนตัวลงอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความหวังต่อความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าผ่านทะเลแดงปรับตัวสูงขึ้นทันที สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเรือพาณิชย์ในพื้นที่
อิหร่านเผยมีข้อเสนอหยุดยิง 10 วัน
แม้สถานการณ์ทางทหารจะทวีความรุนแรง แต่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่า ตัวกลางระหว่างประเทศได้เสนอ “ข้อเสนอ” หลายประการต่อเตหะราน ซึ่งสะท้อนว่าช่องทางการเจรจายังคงเปิดอยู่ แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด
เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า อิหร่านได้รับข้อเสนอหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน เพื่อรักษาข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามเมื่อเดือนที่ผ่านมา และปูทางไปสู่ข้อตกลงถาวรเพื่อยุติสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน
แหล่งข่าวรัฐบาลปากีสถาน 2 รายยังเปิดเผยว่า นายเอสกันดาร์ โมเมนี รัฐมนตรีมหาดไทยอิหร่าน ได้ร้องขอให้ปากีสถานกลับมาทำหน้าที่คนกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และได้เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดเพื่อหารือเพิ่มเติมแล้ว
สหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีคืนที่ 9
ความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเมืองต่าง ๆ ของอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9 ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น ได้ออกมาปกป้องการโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุด โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้การเสียชีวิตของทหารอเมริกันจากการโจมตีของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “ทุกครั้งที่อิหร่านสังหารทหารอเมริกัน อิหร่านจะต้องชดใช้หลายเท่าตัว” พร้อมระบุว่าได้ส่งคำสั่งดังกล่าวไปยังกระทรวงกลาโหมและผู้นำกองทัพสหรัฐฯ แล้ว
อิหร่านอ้างเรือบรรทุกน้ำมันระเบิด
ด้าน IRGC ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดหลังพยายามเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางที่ “ไม่ปลอดภัย” ก่อนหน้านี้ IRGC เคยรายงานว่าเกิด “อุบัติเหตุ” กับเรือ 2 ลำในพื้นที่เดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกันหรือไม่
สำนักข่าว Reuters ระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวได้ และ IRGC ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเรือหรือจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงาน UK Maritime Trade Operations ของสหราชอาณาจักรรายงานว่า เรือพาณิชย์ลำหนึ่งถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีนอกชายฝั่งโอมาน ซึ่งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
ขยายวงโจมตีทั่วภูมิภาค
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อเนื่อง 9 คืน มีเป้าหมายเพื่อลดศักยภาพของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเปิดเผยว่าได้เปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ 7 ลำ และสกัดเรืออีก 1 ลำ ภายใต้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน
ภายในอิหร่าน มีรายงานการระเบิดในหลายเมือง รวมถึงทาบริซ ชาบาฮาร์ โคนารัก บันดาร์ มาห์ชาห์ร์ และบันดาร์ อิหม่าม โคมัยนี โดยสำนักข่าวทางการ IRNA รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองทาบริซ
ขณะเดียวกัน IRGC อ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีสนามบินอควาบาในจอร์แดน รวมถึงฐานทัพอัลอาดิรีและฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลมในคูเวต และเป้าหมายทางทหารในซีเรีย
สัญญาณไซเรนเตือนภัยดังขึ้นทั่วบาห์เรนตลอดทั้งวัน ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่าสามารถสกัดโดรนของอิหร่านได้อีกครั้ง และรัฐบาลคูเวตเปิดเผยว่า โรงงานผลิตน้ำจืดแห่งหนึ่งถูกโจมตีเป็นวันที่สองติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่







