
ครม. ไฟเขียวถอด "นกกรงหัวจุก" ออกจากสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันสู่สัตว์เศรษฐกิจใหม่
ปลดล็อกนกกรงหัวจุก! ครม. ไฟเขียวถอดจากสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ เปิดทางเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (มติ ครม.) ตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติครั้งสำคัญ ด้วยการอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นำมาสู่การ ปลดล็อกนกกรงหัวจุก อย่างเป็นทางการ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมว่า สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ คือการพิจารณาถอดนกปรอดหัวโขน (Pycnonotus jocosus) หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ "นกกรงหัวจุก" ซึ่งเดิมถูกจัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำ จำพวกนก ลำดับที่ 576 ออกจากบัญชีดังกล่าว
ที่ผ่านมา สถานะทางกฎหมายของนกชนิดนี้ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการครอบครอง ผู้เพาะพันธุ์และผู้ค้าจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อน และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เข้มงวด การปรับเปลี่ยนสถานภาพทางกฎหมายในครั้งนี้ จึงมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ใน 3 มิติหลัก ได้แก่
- เพิ่มประชากรผ่านการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์: ลดความยุ่งยากทางกฎหมาย เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเพาะเลี้ยงแทนการเข้าไปล่าหรือจับนกจากป่าธรรมชาติ
- ยกระดับสู่การเป็นสัตว์เศรษฐกิจ: สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแก่กลุ่มผู้เพาะเลี้ยง
- สืบสานวิถีวัฒนธรรมชุมชน: สนับสนุนจารีตประเพณีท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีวัฒนธรรมการเลี้ยงนกเพื่อประกวดแข่งขันเสียงร้องมายาวนาน
แม้จะมีการถอดนกปรอดหัวโขนพ้นจากบัญชีสัตว์สงวน แต่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลยทางนิเวศวิทยา คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้กำหนดกรอบการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โดยมอบหมายให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามสถานภาพและประเมินจำนวนประชากรนกในป่าธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
หากข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่าจำนวนประชากรนกในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง หรือมีความเสี่ยงต่อการกระจายพันธุ์จนอาจนำไปสู่ภาวะสูญพันธุ์ ภาครัฐมีอำนาจในการนำประเด็นดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เพื่อขึ้นทะเบียนนกปรอดหัวโขนกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองตามเดิม
ก่อนหน้านี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ผ่านระบบกลางทางกฎหมายและแพลตฟอร์มของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระหว่างวันที่ 11–25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
ผลปรากฏว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันคือ เห็นพ้องกับแนวทางการปรับแก้กฎหมายดังกล่าว ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีข้อขัดข้องในระดับหลักการ
“การปรับเปลี่ยนสถานะในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รัฐบาลพร้อมส่งเสริมการเพาะเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลักลอบจับจากธรรมชาติเพิ่มเติม” นางสาวลลิดา กล่าวทิ้งท้าย







