posttoday
กางงบครึ่งแรก ปี 69 “KBANK-BAY-KKP” กำไรพุ่ง สวน SCB กำไรทรุด

กางงบครึ่งแรก ปี 69 “KBANK-BAY-KKP” กำไรพุ่ง สวน SCB กำไรทรุด

21 กรกฎาคม 2569

เปิดผลงานครึ่งแรกของปี 69 “KBANK-BAY-KKP” กำไรสุทธิพุ่งทะยาน สวนทาง SCB กำไรสุทธิลดฮวบ 15.7% เหลือ 21,312 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 พบว่า KBANK, BAY และ KKP มีกำไรสุทธิเติบโตขึ้น สวนทางกับ SCB ที่มีกำไรลดลง
  • กลุ่มที่กำไรเติบโตนำโดย KKP ที่เพิ่มขึ้นถึง 65.0% ตามด้วย BAY เพิ่มขึ้น 6.8% และ KBANK เพิ่มขึ้น 6.22%
  • SCB เป็นธนาคารเดียวในกลุ่มนี้ที่มีผลกำไรครึ่งปีแรกลดลง 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธนาคารพาณิชย์ทยอยรายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2569 และครึ่งแรกของปี 2569 อย่างต่อเนื่อง โดยได้รวบรวมผลดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP 

 

SCB กำไรครึ่งปีแรก 21,312 ล้านบาท ลดลง 15.7%

 

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 21,312 ล้านบาท ลดลง 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

โดยเป็นกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 11,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวดีขึ้น และรายได้จากการลงทุนและการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

 

ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ซึ่งผสานจุดแข็งของธุรกิจธนาคาร (Gen 1) ธุรกิจบริการทางการเงินดิจิทัลและสินเชื่อเพื่อรายย่อย (Gen 2) และธุรกิจแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี (Gen 3) เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลายและบริหารความเสี่ยงได้อย่างสมดุล ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยขาลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิลดลง 13.1%

 

โครงสร้างรายได้ที่หลากหลาย ช่วยเสริมความยืดหยุ่นของผลการดำเนินงาน


รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปี 2568-2569 ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อยังทรงตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา สะท้อนการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างรอบคอบทั่วทั้งกลุ่ม 

 

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างรายได้ที่หลากหลายช่วยลดทอนผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาลง โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากปีก่อน จากการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ผ่านการผสานความร่วมมือของบริษัทในกลุ่ม (Group Wealth Synergy) อาทิ บัตรเครดิต SCB WEALTH by CardX ที่เชื่อมโยงบริการด้านความมั่งคั่งเข้ากับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และการขยายทางเลือกการลงทุนทั่วโลกผ่าน InnovestX 

 

ขณะที่รายได้จากการลงทุนและการค้าอยู่ที่ 2,552 ล้านบาท ลดลง 21.2% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 349.1% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากกำไรจากพอร์ตการลงทุนของธนาคารที่ปรับตัวดีขึ้น

 

วินัยด้านต้นทุนอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งกลุ่ม

 

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 17,042 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 41.3% สะท้อนวินัยในการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการที่ครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม การปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติมาใช้ตลอดกระบวนการทำงานของบริษัทในกลุ่ม ท่ามกลางแรงกดดันด้านรายได้จากสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยขาลง

 

ดูแลลูกค้าอย่างตรงจุด พร้อมรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

 

บริษัทในกลุ่มยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกค้าที่มีศักยภาพในการฟื้นตัว ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 3.17% ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.23% ในไตรมาสก่อนหน้า การตั้งสำรองลดลง 5.3% จากปีก่อน ขณะที่ Coverage Ratio ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 158.6% และเงินกองทุนตามกฎหมายอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.6%

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไตรมาส 2 ของปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ไม่แน่นอน การฟื้นตัวยังกระจุกตัว และภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง 

 

ท่ามกลางภาวะดังกล่าว เอสซีบีเอกซ์ยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพทั่วทั้งกลุ่ม โดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตแข็งแกร่งสะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าและความสำเร็จของการยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ และเราเชื่อว่าการดูแลลูกค้าและผู้ประกอบการให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทาย คือการร่วมสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

 

สำหรับธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มในการต่อยอดขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่สั่งสมมาสู่ธุรกิจใหม่ บริษัทฯ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพของระบบและประสบการณ์ลูกค้า 

 

แบงก์เอกซ์จะผสาน AI เข้ากับการดำเนินงานตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการหลัก ผลิตภัณฑ์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อส่งมอบบริการเฉพาะบุคคลและสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง อันจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

 

KBANK โชว์กำไรไตรมาส 2/69 โต 6.07% แตะ 13,247 ล้านบาท

 

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 759 ล้านบาท หรือ 6.07% เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 แต่ลดลงจำนวน 1,420 ล้านบาท หรือ 9.68% เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสก่อนที่ไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารไตรมาส 2 ปี 2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 131 ล้านบาท หรือ 0.98% 

 

โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,432 ล้านบาท ลดลงจำนวน 525 ล้านบาท หรือ 1.64% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 18,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 727 ล้านบาท หรือ 4.14% เป็นผลจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดที่มีความผันผวนและเอื้อต่อการทำกำไร รวมถึงการเติบโตของรายได้จากการให้บริการบริหารจัดการกองทุนที่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า 

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 20,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,471 ล้านบาท หรือ 7.63% ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าและการดำเนินงาน 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 0.26% สะท้อนผลจากการที่ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจำนวน 10,019 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

 

ครึ่งปีแรก KBANK กำไร 27,915 ล้านบาท โต 6.22%

 

ดังนั้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,635 ล้านบาท หรือ 6.22% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2568 

 

ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 329 ล้านบาท หรือ 1.25% 

 

ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 63,390 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,690 ล้านบาท หรือ 9.55% ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และส่วนหนึ่งลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.91% ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 3.36% 

 

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการยกระดับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยรวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 2) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น และ 3) รายได้จากการลงทุน 

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 40,030 ล้านบาท ลดลงจำนวน 825 ล้านบาท หรือ 2.02% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 40.33% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว 

 

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงตั้งสำรองฯ ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง จึงตั้งสำรองฯ จำนวน 19,842 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดือนเดียวกันของปีก่อน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.58% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.40-1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,570,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 12,353 ล้านบาท หรือ 0.27% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของธนาคารภายใต้การมุ่งเน้นขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทางการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม ในขณะที่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร 

 

ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.18% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 173.90% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.24%

 

BAY กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 16,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8%

 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 8,294 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 3.8% จากไตรมาสก่อน 

 

สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ จำนวน 16,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% หรือจำนวน 1,083 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล

 

เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.4% หรือจำนวน 8,041 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ภายใต้ยุทธศาสตร์การขยายตัวของสินเชื่อปี 2569 ของธนาคาร การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศโดยเฉพาะธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และในภูมิภาคอาเซียน โดยพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าในอาเซียนเติบโต 6.0% และ 5.1% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ตามลำดับ

 

เงินรับฝาก ลดลง 2.8% หรือจำนวน 49,269  ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของเงินฝากประจำที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะเงินฝากอายุไม่เกินหนึ่งปี ซึ่งถูกชดเชยผลบางส่วนจากการเติบโตของเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของธนาคารในการบริหารงบดุลและสภาพคล่องเชิงรุก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและลดต้นทุนทางการเงิน

 

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.60% จาก 4.14% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อ ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการรวมพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงของ TIDLOR และการเติบโตธุรกิจในอาเซียนที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงสะท้อนการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สอดคล้องกับภาวะตลาด

 

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 15.4% หรือจำนวน 3,667 ล้านบาท จากช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หนี้สูญรับคืน ซึ่งรวมถึงโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

 

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 45.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยกรุงศรียังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นที่ 3.08% จาก 3.26% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 236 เบสิสพอยท์ และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 137.9%

 

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.20%  

 

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรี กรุ๊ป สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปี 2569 ของกรุงศรีที่ประกอบด้วย การเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพที่มุ่งเน้นเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม การบริหารงบดุลที่มีประสิทธิภาพ การบริหารค่าใช้จ่ายที่เข้มงวด และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง

 

การเติบโตของธุรกิจในประเทศได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง รวมถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน สินเชื่อในภูมิภาคอาเซียนยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดี ซึ่งช่วยตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคที่กว้างขวางของกรุงศรี กรุ๊ป และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานโดยรวมของธนาคาร

 

สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในระดับที่จำกัด แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะสั้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบหลายประการ ได้แก่ (1) ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 

 

(2) ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ (3) ความท้าทายจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (4) ผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญ และ (5) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทดังกล่าว กรุงศรีประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 1.9% สำหรับปี 2569 ซึ่งชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.94 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.69 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.59 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 332.60 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.20% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 15.95%

 

KKP ไตรมาส 2/69 กำไร 2,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.6%

 

ธนาคารเกียรตินาคินภัทรและบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 2,122 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 50.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 2,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 

 

โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานในหลายธุรกิจหลัก สะท้อนถึงความสามารถในการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ของกลุ่มธุรกิจฯและส่งผลให้เกิดการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในระดับที่ดี 

 

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานตามแนวทางการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น และช่วยให้ผลขาดทุนจากการขายรถยึดยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

 

สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/2569 โดยหลักเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้น 36.3% หากเทียบกับไตรมาส 2/2568 จากการเติบโตของรายได้ในหลายธุรกิจหลัก ทั้งในส่วนของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) 

 

รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจดัการกองทุน และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากเงินปันผล รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด โดยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง 

 

ในขณะที่ทางด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 0.4% โดยหลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับไตรมาส 2/2569 ที่ปรับเพิ่มขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 2/2568 จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ปรับเพิ่มขึ้น 3.1% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งยังคงเป็นไปตามมาตรการของธนาคารในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังไปในประเภทที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสูง ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารกลับมาอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี 

 

ในขณะเดียวกันเพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไปข้างหน้า ในระหว่างไตรมาส 2/2569 ธนาคารได้มีการพิจารณาตัดหนี้สูญในส่วนของสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อยที่คงค้างอยู่เป็นระยะเวลานาน 

 

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 2/2569 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 970 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สำหรับไตรมาส 2/2569 นี้ได้รวมผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพื่อเป็นการรองรับการตัดหนี้สูญในครั้งนี้แล้วด้วย 

 

ในส่วนของผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับลดลงตามสถานการณ์รถยึดที่ยังควบคุมได้ในระดับที่ดี ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการดอ้ยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 150.7% 

 

ทางด้านปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับตัวลดลง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.5% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568

 

ครึ่งแรกปี 69 กำไรพุ่ง 65.0% แตะ 4,078 ล้านบาท 

 

สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.0% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 4,270 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 44.7% หากเทียบกับงวดครึ่งแรกของปีก่อน โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 49.0% จากงวดเดียวกนัของปีก่อน โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้ค่านายหน้าขายประกัน 

 

รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วดัมูลค่าดว้ยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทนุ และรายได้จากเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับลดลงตามคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตวัดีขึ้น ซึ่งรวมแล้วสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามมาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อของธนาคารได้ในระดับที่ดี

ข่าวล่าสุด

KTB กำไร Q2/69 โต 9% แตะ 12,125 ล้าน หนุนครึ่งปีแรก กำไรพุ่ง 24,562 ล้าน

KTB กำไร Q2/69 โต 9% แตะ 12,125 ล้าน หนุนครึ่งปีแรก กำไรพุ่ง 24,562 ล้าน