
“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้า ไทย–สหรัฐฯ ได้ข้อสรุปหลัก ART เร่งปิดดีล
“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้าได้ข้อสรุปสาระสำคัญ ART เหลือประเด็นเทคนิค เร่งรักษาตลาดส่งออกสหรัฐฯ มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท
รัฐบาลเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) หลังการหารือระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดทางเทคนิคที่ทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ
การเจรจามีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่การค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง
นางศุภจีหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการหารือมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ก่อนสหรัฐฯ ประกาศผลการไต่สวนตามมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้
รัฐบาลระบุว่า การเจรจา ART ไม่ได้มุ่งเพียงรักษามูลค่าการส่งออก แต่ยังต้องลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งจากมาตรการภาษี เพราะอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อ ฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และธุรกิจในห่วงโซ่การส่งออก
ก่อนหน้านี้ ไทยเคยถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตรา 36% ก่อนลดลงเหลือ 19% หลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
ต่อมา หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษี 10% จากทุกประเทศ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 เพิ่มเติม 2 กรณีที่เกี่ยวข้องกับไทย ได้แก่ กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และ การไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ โดยรัฐบาลไทยพยายามใช้การเจรจา ART เพื่อลดความเสี่ยงและผลักดันให้ไทยได้รับเงื่อนไขทางภาษีที่แข่งขันได้กับประเทศอื่นในภูมิภาค
สำหรับกรณีแรงงานบังคับ สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ และ 10% สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถบรรลุความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผล โดยสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีควบคู่กับความคืบหน้าการเจรจา
ความคืบหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนางศุภจีหารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อยืนยันความตั้งใจของไทยที่จะเร่งหาข้อสรุป ขณะที่ทีมเจรจาของไทยหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ต่อเนื่อง 4 วัน เพื่อคลี่คลายประเด็นทางเทคนิคที่ยังมีความเห็นต่างกัน
สำหรับ ART ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสทางการค้า โดยทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าสรุปรายละเอียดที่เหลือ เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่รักษาผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 2.37 ล้านล้านบาท และนำเข้าจากสหรัฐฯ ประมาณ 700,000 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าราว 1.68 ล้านล้านบาท การเร่งสรุป ART จึงมีความสำคัญต่อการรักษาตลาดส่งออกหลัก ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ รวมถึงฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของคนไทย







