posttoday
“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้า ไทย–สหรัฐฯ ได้ข้อสรุปหลัก ART เร่งปิดดีล

“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้า ไทย–สหรัฐฯ ได้ข้อสรุปหลัก ART เร่งปิดดีล

05 กันยายน 2569

“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้าได้ข้อสรุปสาระสำคัญ ART เหลือประเด็นเทคนิค เร่งรักษาตลาดส่งออกสหรัฐฯ มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท

รัฐบาลเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) หลังการหารือระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดทางเทคนิคที่ทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ

 

การเจรจามีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่การค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง

 

นางศุภจีหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการหารือมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ก่อนสหรัฐฯ ประกาศผลการไต่สวนตามมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้

รัฐบาลระบุว่า การเจรจา ART ไม่ได้มุ่งเพียงรักษามูลค่าการส่งออก แต่ยังต้องลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งจากมาตรการภาษี เพราะอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อ ฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และธุรกิจในห่วงโซ่การส่งออก

 

ก่อนหน้านี้ ไทยเคยถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตรา 36% ก่อนลดลงเหลือ 19% หลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568

 

ต่อมา หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษี 10% จากทุกประเทศ

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 เพิ่มเติม 2 กรณีที่เกี่ยวข้องกับไทย ได้แก่ กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และ การไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ โดยรัฐบาลไทยพยายามใช้การเจรจา ART เพื่อลดความเสี่ยงและผลักดันให้ไทยได้รับเงื่อนไขทางภาษีที่แข่งขันได้กับประเทศอื่นในภูมิภาค

สำหรับกรณีแรงงานบังคับ สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ และ 10% สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถบรรลุความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผล โดยสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีควบคู่กับความคืบหน้าการเจรจา

 

ความคืบหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนางศุภจีหารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อยืนยันความตั้งใจของไทยที่จะเร่งหาข้อสรุป ขณะที่ทีมเจรจาของไทยหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ต่อเนื่อง 4 วัน เพื่อคลี่คลายประเด็นทางเทคนิคที่ยังมีความเห็นต่างกัน

 

สำหรับ ART ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสทางการค้า โดยทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าสรุปรายละเอียดที่เหลือ เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่รักษาผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 2.37 ล้านล้านบาท และนำเข้าจากสหรัฐฯ ประมาณ 700,000 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าราว 1.68 ล้านล้านบาท การเร่งสรุป ART จึงมีความสำคัญต่อการรักษาตลาดส่งออกหลัก ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ รวมถึงฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของคนไทย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้า ไทย–สหรัฐฯ ได้ข้อสรุปหลัก ART เร่งปิดดีล

“ศุภจี” หารือ USTR คืบหน้า ไทย–สหรัฐฯ ได้ข้อสรุปหลัก ART เร่งปิดดีล