
ไขปม! ผลตรวจพยาธิ 4,233 นิสิต มมส. ทำไมยังต้องตรวจยืนยันซ้ำ หรือ มีอะไรมากกว่าที่เห็น?
ไขปม ทำไมผลตรวจพยาธิ 4,233 นิสิต มมส. ยังต้องตรวจยืนยันซ้ำ? กรมควบคุมโรคแจงเกณฑ์ก่อนเปลี่ยนแนวทางวินิจฉัย
กรณีการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกว่า 12,000 คน ซึ่งพบผลบวก (มีการติดเชื้อ) จากชุดตรวจปัสสาวะจำนวน 4,233 คน หรือราว 33% ได้จุดกระแสความสนใจไปทั่วประเทศ เพราะตัวเลขผู้ตรวจพบจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญอาจอยู่ที่ ท่าทีของกระทรวงสาธารณสุข ที่ว่า เหตุใดผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกจึงยังต้องเข้ารับการตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันซ้ำ?
ทั้งที่ชุดตรวจดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และถูกบรรจุอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย และสามารถใช้สิทธิ สปสช. ในการเบิกใช้ได้!
พยาธิใบไม้ตับ ภัยเงียบที่เชื่อมโยงมะเร็งท่อน้ำดี
จากการแถลงข่าวของ สวรส. เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า พยาธิใบไม้ตับ เป็นโรคประจำถิ่นที่พบมากในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และจีนตอนใต้ โดยการติดเชื้อเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง เช่น ก้อยปลา ปลาส้ม หรือปลาร้าดิบ ที่มีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อน
วงจรการระบาดเกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อขับถ่ายไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำ ไข่จะพัฒนาในหอยน้ำจืด ก่อนเข้าสู่ปลาน้ำจืด และย้อนกลับมาสู่คนผ่านการบริโภคอาหารดิบ วนเวียนเป็นวัฏจักรที่ยากจะตัดขาด
แม้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะไม่มีอาการในระยะแรก แต่พยาธิจะเข้าไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็งท่อน้ำดี โดยงานวิจัยพบว่า ในพื้นที่ที่มีการระบาด การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมีความเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีกว่า 70-80% และโรคมักแสดงอาการหลังติดเชื้อผ่านไปประมาณ 20-30 ปี
จากการตรวจอุจจาระ...สู่ชุดตรวจปัสสาวะ
ที่ผ่านมา การตรวจมาตรฐานเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ คือ การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระ แต่แนวทางดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งความยุ่งยากในการเก็บตัวอย่าง ความไม่สะดวกของผู้เข้ารับการตรวจ และความไวของการตรวจที่อาจลดลงในผู้ติดเชื้อระยะแรก หรือผู้ที่มีปริมาณพยาธิน้อย ซึ่งอาจยังไม่ขับไข่ออกมา
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยไทยจึงพัฒนาชุดตรวจปัสสาวะ Urine Antigen Test ซึ่งเปลี่ยนจากการค้นหา "ไข่พยาธิ" มาเป็นการตรวจหา "แอนติเจน" หรือโปรตีนที่หลั่งจากตัวพยาธิ ทำให้สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้พยาธิจะยังไม่เริ่มวางไข่
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า ชุดตรวจดังกล่าวมีค่าความไว (Sensitivity) 94.2% และค่าความจำเพาะ (Specificity) 93.2% ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อเพื่อนำไปใช้ในระบบบริการสุขภาพได้
นอกจากนี้ การใช้ตัวอย่างปัสสาวะแทนอุจจาระ ยังช่วยให้สามารถดำเนินการแบบ One Stop Service คือ ตรวจ คัดกรอง ทราบผล และพิจารณาแนวทางรักษาในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของนวัตกรรมไทยชิ้นนี้
ชุดตรวจปัสสาวะดังกล่าว หรือ OV-RDT (Opisthorchis viverrini Rapid Diagnostic Test) เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ และภาคีเครือข่าย ใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 10 ปี ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย และถูกนำไปใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับการตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ระบาด
โดยชุดตรวจอาศัย หลักการตรวจหา แอนติเจน (Antigen) ของพยาธิที่ขับออกมากับปัสสาวะ แทนการค้นหาไข่พยาธิในอุจจาระ ทำให้สามารถตรวจคัดกรองได้สะดวก รวดเร็ว และมีโอกาสตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้พยาธิจะยังไม่เริ่มวางไข่
ทำไมผลบวกจากชุดตรวจปัสสาวะ จึงยังต้องตรวจอุจจาระซ้ำ?
ข้อสังเกตสำคัญท่ามกลางการแถลงข่าว คือ แม้ชุดตรวจปัสสาวะ OV-RDT จะได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในระยะเริ่มต้น แต่ในปัจจุบัน กรมควบคุมโรคยังคงยึดการตรวจอุจจาระเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรค ตามแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guideline: CPG) และคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมคบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจยืนยันการติดเชื้อของประเทศไทยยังใช้การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระ โดยเฉพาะวิธี Formalin Ethyl Acetate Concentration Technique (FECT) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในระบบสาธารณสุข
"มาตรฐานหรือวิธีหลักที่อยู่ใน Clinical Practice Guideline ของกรมควบคุมโรค เรายังใช้การตรวจอุจจาระเป็นการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากยึดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก"
ด้วยเหตุนี้ กรณีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกว่า 4,233 คนที่มีผลบวกจากชุดตรวจปัสสาวะ จึงยังถือว่าเป็น "ผลการคัดกรอง" ไม่ใช่ผลวินิจฉัยโรค และจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษา
"สำหรับน้อง ๆ 4,000 คน ทางกระทรวงสาธารณสุขยังเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องของการตรวจคัดกรอง เราจึงต้องยึดแนวทางปัจจุบัน คือ นำมาตรวจอุจจาระอีกครั้ง หากพบว่ามีการติดเชื้อจริง ก็จะจ่ายยาตามมาตรฐาน"
กรมควบคุมโรคระบุว่า ในบางรายอาจมีการเก็บตัวอย่างอุจจาระต่อเนื่องหลายวัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจหาไข่พยาธิ เนื่องจากพยาธิอาจไม่ได้ขับไข่ออกมาทุกวัน
"เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย เราจะใช้ผลการตรวจถึง 3 วัน หากตรวจไม่พบติดต่อกัน ก็จะถือว่าไม่มีหลักฐานการติดเชื้อ"
ยังไม่พบหลักฐานติดเชื้อ ก็ยังไม่จ่ายยา
แม้ยารักษาพยาธิใบไม้ตับ Praziquantel จะเป็นยาที่มีความปลอดภัย ราคาย่อมเยา และใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่กรมควบคุมโรคยืนยันว่า แนวทางปัจจุบันยังยึดหลัก "ต้องมีหลักฐานการติดเชื้อก่อนจึงจะให้การรักษา"
"ไกด์ไลน์ปัจจุบันของกรมควบคุมโรค ถือว่าต้องมีการตรวจยืนยันจากการตรวจอุจจาระก่อน จึงจะจ่ายยา"
พร้อมอธิบายว่า แม้ยาจะมีความปลอดภัย แต่การใช้ยาทุกชนิดควรอยู่บนข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
"โดยหลักการที่ดีที่สุดคือ ถ้ารู้ว่าติดเชื้อแล้วจึงค่อยกินยา ยามันไม่ใช่ขนมหรืออาหาร ต่อให้ปลอดภัยแค่ไหน มันก็คือยา"
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคยอมรับว่า องค์การอนามัยโลกมีข้อแนะนำในบางพื้นที่ที่มีความชุกของโรคสูงกว่า 20% ให้สามารถใช้มาตรการ Mass Drug Administration (MDA) หรือการให้ยาครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ต้องตรวจรายบุคคลได้ แต่สำหรับกรณีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หน่วยงานยังคงเลือกใช้แนวทางการตรวจยืนยันรายบุคคลก่อนรักษา ตามมาตรฐานการวินิจฉัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
อีกคำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ คือ ในเมื่อยา Praziquantel มีราคาเพียงหลักสิบบาทต่อเม็ด ขณะที่ชุดตรวจปัสสาวะมีต้นทุนสูงกว่า เหตุใดจึงไม่เลือกให้ยาประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดตั้งแต่แรก แทนการตรวจคัดกรองรายบุคคล
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับการประเมินความถูกต้องของชุดตรวจ เนื่องจากภารกิจของกรมในฐานะหน่วยงานด้านควบคุมโรค คือการประเมินประสิทธิภาพของการวินิจฉัยเป็นหลัก ไม่ใช่การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของเทคโนโลยีสุขภาพ
"กรมควบคุมโรคเนี่ย เอาตอนนี้นะ เอาแค่เรื่องของความถูกต้องในการวัด ว่าวัดแล้วความไวจะต้องสูง ความจำเพาะจะต้องสูง ส่วนการที่จะเป็นเรื่องของความคุ้มค่า อยู่นอกภารกิจของกรมควบคุมโรค มันก็จะมีหน่วยงานที่ศึกษาประเมินเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เทคโนโลยี"
อย่างไรก็ตาม คุณหมอยงเจือยอมรับว่า ในระดับสากลแนวคิด Mass Drug Administration (MDA) ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยแนะนำให้ใช้ในพื้นที่ที่มีการระบาดสูง โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคนก่อนให้ยา
"ถ้าพบว่าความชุกสูงปุ๊บ จ่ายยาให้ทุกคนกินไปเลย ไม่ต้องไปเสียเวลาตรวจ เพราะยามันถูกมากครับ "
แม้จะมีแนวทางดังกล่าว แต่สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมโรคยังคงยืนยันการตรวจยืนยันก่อนให้การรักษาเป็นรายบุคคล โดยเห็นว่าแม้ยาจะมีความปลอดภัย แต่การใช้ยาควรมีหลักฐานยืนยันการติดเชื้อ
ผ่าน อย. แล้ว ทำไมยังไม่เป็นแนวทางมาตรฐานของประเทศ?
อีกคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นหลังกรณีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกว่า 4,233 คน ตรวจพบผลบวกจากชุดตรวจปัสสาวะ คือ หากชุดตรวจดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย และถูกนำไปใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ถูกบรรจุเป็นแนวทางมาตรฐานในการวินิจฉัยของประเทศ
กรมควบคุมโรคอธิบายว่า กระบวนการเหล่านี้เป็นคนละขั้นตอนกับการกำหนด “แนวทางเวชปฏิบัติ” ของประเทศ
การขึ้นทะเบียนจาก อย. เป็นการประเมินว่า ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องมือทางการแพทย์มีคุณสมบัติและหลักฐานเพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด ณ ช่วงเวลาที่ยื่นขออนุญาต ขณะที่การเปลี่ยนเป็นวิธีตรวจมาตรฐานในระบบสาธารณสุข จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติมจากการใช้งานจริง รวมถึงข้อมูลทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
"การขึ้นทะเบียนกับ อย. ณ ตอนนั้นที่ขึ้นทะเบียน คือมีข้อมูลเบื้องต้นจากในห้องทดลอง แต่ยังไม่ได้ถูกใช้งานจริง ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรนะครับ คำว่าการอนุญาตขึ้นทะเบียน เป็นการบอกว่าใช้ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ณ ตอนที่มันขึ้นทะเบียน แต่มันไม่ได้การันตีตลอดไปในอนาคต"
กรมควบคุมโรคระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุดตรวจปัสสาวะในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในทางวิทยาศาสตร์ เพราะหลายเทคโนโลยีอาจได้รับการรับรองในช่วงแรก แต่เมื่อถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ก็อาจเกิดคำถามใหม่ที่ต้องศึกษาต่อ
"ตอนนั้นไม่มีใครสงสัย แต่พอมันใช้งานจริง ซึ่งเจอเรื่อยๆ นะครับ ที่ตอนขึ้นทะเบียนไม่มีใครสงสัย แต่พอไปใช้งานจริง เกิดปัญหาขึ้นมา คนถึงข้อสงสัย"
เมื่อถูกถามโดยตรงว่า ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นจากกรณีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกว่า 4,233 คนหรือไม่กรมควบคุมโรคยอมรับว่า กรณีดังกล่าวเป็นจุดที่ทำให้เกิดคำถามว่าผลบวกที่พบสะท้อนสถานการณ์การติดเชื้อจริงหรือไม่
"หมายถึง ข้อสงสัยของกรณีนี้ใช่มั้ย ใช่ ข้อสงสัยคือ คนไทยมีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงขนาดนี้จริงรึเปล่า ถ้าจริงๆ คิดว่าคนไทยก็ติดเชื้อประมาณนี้แหละ การที่ตรวจนิสิตขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30% ก็ไม่มีใครสงสัย"
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าชุดตรวจมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแนวทางมาตรฐานของประเทศ
"ดังนั้น ถามว่ากรมควบคุมโรคสงสัยมั้ย กรมควบคุมโรค ณ ปัจจุบันยังไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่มีข้อมูลมาซัพพอร์ต"
ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมโรคจึงยังคงยึดแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมเดินหน้าศึกษาหลักฐานเพิ่มเติม
"ต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมนะ ว่าเราจะมั่นใจได้ยังไงว่า มันเป็นผลบวกจริง ที่มันเกิดจากความไว หรือมันเป็นผลบวกลวงที่เกิดจากการที่มีความผิดพลาดของตัวแล็ป แต่เมื่อไหร่ที่เราใช้วิธีการที่ถูกต้อง เราจะมั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ออกมาเนี่ยมันจะเป็นผลที่ถูกต้อง .. โดยผลทั้งหมดต้องเกิดการสิ้นข้อสงสัย"
"สิ้นข้อสงสัย" ในทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงอะไร
กรมควบคุมโรคอธิบายว่า การที่เทคโนโลยีจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขึ้นทะเบียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักฐานทางวิชาการที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ
"อย่างประเด็นที่เกิดขึ้นตอนนี้แสดงว่ามีข้อสงสัยนะครับ แต่คำว่าสิ้นข้อสงสัยคือ ข้อมูลวิชาการออกมาทุกคนเชื่อถือหมดว่า หรือไม่มีปัญหาอะไร เมื่อนั้นแหละครับเราถึงเรียกว่าสิ้นข้อสงสัย"
พร้อมอธิบายว่า การจะไปถึงจุดนั้น ต้องอาศัยการศึกษาที่ออกแบบตามหลักระเบียบวิธีวิจัย มีขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม และลดอคติของข้อมูลให้มากที่สุด
"มันมีระเบียบวิจัยอยู่ ในการคำนวณขนาดตัวอย่างที่เก็บ แล้วก็ใช้วิธีการดำเนินการ ระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องนะครับ ถ้าเมื่อไหร่ที่ระเบียบวิธีวิจัยถูกต้อง ขนาดตัวอย่างเพียงพอ ไม่มีอคติในการเก็บข้อมูล นักวิชาการทั่วไปยึดถือ เชื่อมั่น ในการศึกษาแบบนี้ แล้วก็จะบอกว่าโอเค ถ้าวิธีการศึกษาเชื่อมั่นได้ ผลออกมาไม่น่าจะมีอคติอะไร อย่างนั้นล่ะครับ พอทุกคนที่มาอ่านดูก็จะบอกว่าโอเค มันเชื่อถือได้เพราะว่าวิธีการทำถูกต้องหมด อย่างงั้นก็จะไม่มีข้อสงสัย"
นอกจากนี้ เมื่อถามว่า หากมีการตรวจซ้ำนิสิตดังกล่าวและได้ผลจริงตามก่อนหน้าที่มีการรายงาน จะถือว่าใช้ได้หรือไม่ กรมควบคุมโรคตอบว่า การตรวจยืนยันในนิสิตกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงการยืนยันการติดเชื้อรายบุคคล ไม่ใช่งานวิจัยที่จะใช้ตัดสินประสิทธิภาพของชุดตรวจ
"ระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องจะต้องดีไซน์มาเป็นแบบล่วงหน้า ว่าจะทำแบบนี้นะ แล้วเอามาตรวจ อันนี้เป็นแค่การตรวจซ้ำเรียกว่าเป็นการตรวจยืนยันมากกว่า"
พร้อมระบุว่า หากจะนำข้อมูลไปใช้เปลี่ยนแนวทางของประเทศ จำเป็นต้องออกแบบการศึกษาขึ้นใหม่ตามหลักวิชาการ ท้ายที่สุด กรมควบคุมโรคย้ำว่า การทบทวนข้อมูลเมื่อเกิดข้อสงสัยเป็นหลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์
" เมื่อไหร่ที่มีข้อสงสัย ต่อให้ที่ผ่านมาดียังไงก็ตาม ถ้ามีข้อสงสัย ต้องมาพิสูจน์ใหม่"
เมื่อถูกถามว่า หากปัจจุบันยังต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เหตุใดเมื่อ 2 ปีก่อน ชุดตรวจจึงได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย และถูกนำเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ กรมควบคุมโรคอธิบายว่า
"เมื่อสองปีก่อน ณ จุดนั้นไม่มีใครสงสัย นวัตกรรมตัวนี้เรียกว่าเป็นความหวังชิ้นใหม่เลย ที่เราจะสามารถเอามาตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยได้ เพราะหลักการทั้งหมดดี ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่ทำไม อย. ถึงรับขึ้นทะเบียน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำไม สปสช. ถึงเข้ามาเป็นสิทธิประโยชน์
แต่อย่างที่ผมบอกไปนะครับ ในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่มีอะไรที่บอกว่าดีแล้วจะดีตลอดกาล เมื่อไหร่ที่เจอปัญหาก็ต้องมาประเมินใหม่" นพ.ยงเจือยืนยัน
....
กรณีการตรวจคัดกรองนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกว่า 12,000 คน อาจไม่ได้จบลงเพียงที่ตัวเลขผู้มีผลบวก 4,233 คน โพสต์ทูเดย์ ชวนมองด้วยคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์หนึ่งชิ้นต้องผ่านกระบวนการใดบ้าง จึงจะได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเวชปฏิบัติของประเทศ
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในหลายด้าน ตั้งแต่ชุดตรวจวินิจฉัย ยา วัคซีน ไปจนถึงเทคโนโลยีการรักษารูปแบบใหม่ การผลักดันนวัตกรรมให้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจึงไม่ได้จบลงที่การวิจัยหรือการขึ้นทะเบียน แต่ยังต้องผ่านการพิสูจน์จากการใช้งานจริงและการติดตามหลักฐานอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด แม้ทุกฝ่ายต่างต้องการเห็นนวัตกรรมของคนไทยถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่เมื่อเป็นเรื่องของสุขภาพประชาชน ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องร่วมกัน และอาจเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมทุกชิ้น ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานของประเทศได้.







